21/10/08 – Milford sound อีกวันชิว ๆ ที่ไม่ต้องปั่น!!
ผมตื่นขึ้นมาด้วยเสียงจากโทรศัพท์มือถือที่ตอนนี้เป็นเพียงนาฬากาปลุก แล้วเดินมึน ๆ มาทำอาหารแบบเดียวกับเมื่อวานทุกประการ (ก็ซื้อมาแค่นั้นนี่หว่า) ไม่ทันจะหายง่วงรถบัสของ Kiwi Discovery ก็วิ่งมาเก็บผมที่หน้า YHA เพื่อไป Milford sound
นอกจากจะขับรถแล้วคนขับรถยังเป็นไกด์ไปในตัวสงสัยจริงว่าทำไมคนที่บ้านเราถึงทำแบบนี้ไม่ได้มั่ง ไกด์บรรยายว่า New Zealand เป็นเกาะที่อยู่โดยเดี่ยวมานานจึงทำให้มีระบบนิเวศน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และด้วยความที่ไม่มีสัตว์ป่า (แกะ, วัว, ม้า, กระต่าย มาทีหลัง) ทำให้นกที่นี่ไม่มีความจำเป็นในการบินและสูญเสียความสามารถนั้นไปในที่สุด เมื่อมีชาวเกาะอพยพเข้ามานกหลายชนิดที่บินไม่ได้จึงสูญพันธุ์ไปในที่สุดเพราะโดนจับแดกหมด (They said Maori eat em all!) ผมตั้งข้อสังเกตว่านกที่บินไม่ได้มักมีสีเข้มเพื่อพรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมบนพื้นดิน
ยิ่งเข้าใกล้ Milford sound ก็จะเห็นจำนวนลำธารมากขึ้นเรื่อย ๆ น้ำที่นี่ใสมากจนสามารถดื่มได้ คิดถึงแม่น้ำเจ้าพระยาพิลึก
รถแวะจอดถ่ายรูปหลายครั้ง แต่คนขับมักจะเรียกกลับขึ้นรถก่อนที่ผมจะพอใจกับผลงานเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปรกติของการเที่ยวทัวร์ซึ่งพามาเหยียบ ถ่ายรูปพอเป็นพิธี แล้วเรียกกลับขึ้นรถ
รถจอดที่ท่าเรือซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ เพื่อนผมบอกว่าอาคารนี้มีกลิ่น (สินบน) เพราะมันบังวิว Milford Sound เสียมิดจนทำให้คนทั่วไปที่ขับรถผ่านมองไม่เห็น หากจะเข้าไปดูก็ต้องเป็นลูกค้า เรือที่ให้บริการถูกผูกขากโดยสองบริษัทยักษ์ใหญ่ คือ Real Journey กับอีกอันจำชื่อไม่ได้ (ลองหาดูจาก Lonely Planet) Real Journey ก็มีบริการรถบัสรับส่งจาก Queenstown ด้วยซึ่งรถหรูมากและที่นั่งเป็นแบบขั้นบั้นไดเหมือนโรงหนังเพื่อให้คนข้างหลังสามารถเห็นวิวได้เช่นเดียวกับคนข้างหน้า
ไม่รู้ว่าดูรูปก่อนมาเที่ยวมากเกินไปหรือไม่ หรือการทำงานหนักทำให้ผมเป็นคนตายด้าน การล่องเรือชม Milford sound จึงไม่ตื่นเต้นอย่างที่คิด (เสียดายตัง?)
ผมกลับเข้าที่พักด้วยความอ่อนเพลียจากการนั่งเฉย ๆ ทั้งวัน แบตกล้องถ่ายรูปก็ใกล้หมด ที่นี่ใช้กระแสไฟฟ้ากำลังพอ ๆ กับที่บ้านเรา แต่เสือกมีเต้ารับหน้าตาหลุดโลกมากถึงมากที่สุด...
“ฉิบหาย ดึกป่านนี้จะซื้อ adapter ได้ที่ไหน” ผมสบถกับตัวเอง “กูแบกกล้องและเลนส์ราคาเกินครึ่งแสนมาให้หนักจักรยานเล่น?”
คิดอะไรไม่ออกจึงไปแปรงฟันเพื่อเตรียมตัวจะนอน เหลือไปข้างอ่างล้างหน้าไปเจอปลั๊กเสียบที่โกนหนวด ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นปลั๊กแบบเดียวกับที่ใช้ในบ้านเรา
ชายใดเมื่อมีโอกาสเสียบแล้วไม่เสียบ มันผู้นั้นมิใช่นับว่าโง่บัดซบอย่างยิ่งหรือ
.
.
.
และอุปกรณ์ราคากว่าครึ่งแสนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ผมนอนได้อย่างสบายใจแต่ไม่ค่อยสบายกายเท่าไหร่เพราะเจ๊ที่เพิ่งเข้ามาพักเสือปิดเสือกนอนปิดหน้าต่าง.....กูหายใจไม่ออก
21/10/08 – ปัจจัยที่มองข้าม 1
ฝนพรมลงมาปรอย ๆ ระหว่างที่ผมกำลังติดกระเป๋ากับตะแกรงจักรยาน โชคดีที่เอา Ocean pack มาตามคำแนะนำของอาชัย (ขาปั่นต่างวัย) ผนจึงตัดความกังวงเรื่องกล้องเปียกได้ เส้นทางวันนี้ไกลที่สุดเท่าที่ผมเคยปั่นมาผมจึงไม่อาจรอให้ผนหยุดได้
“อย่างน้อยก็ได้ ทดสอบเสื้อกันฝนตัวละเกือบสามพันละวะ...ผลิตเมืองไทย ๆ แท้ แต่เสือกขายที่ฝรั่งเศษ”
ล้อหมุนออกจาก YHA ผ่านสู่ตัวเมือง และมุ่งหน้าไปทางตะวันออก แผนที่ในมือไม่ได้ช่วยห่าอะไรเท่าไหร่ ล้อและลิ้นจึงต้องทำงานควบคู่กันไปตลอดทาง
30 กม แรกผ่านไป ผมจึงจอดถามให้แน่ใจว่ามาถูกทางหรือไม่
“You are doing good! Keep going that way”. (มาถูกทางแล้ว ก็ไปต่อเรื่อย ๆ นะแหละ) คนขุดถนนบอกกับผม
“Well, how far is it from here to Omarama”. (แล้วอีกไกลไหมกว่าจะถึงโอมารามา) ผมถามต่อ
“About 180 km”.
“For fuck sake”. ผมสบถในใจ
http://maps.google.com/maps?f=d&source=embed&hl=en&geocode=&saddr=queenstown&daddr=omarama&sll=-44.914249,169.321289&sspn=1.770038,4.921875&ie=UTF8&ll=-44.77373,169.316135&spn=0.933956,2.460938&z=9
ระยะทางวันนี้จะต้องอยู่ประมาณ 180 กิโลเมตรเศษ ๆ ผมปั่นมาแล้ว 30 กิโลฯ เพราะฉะนั้นทางที่เหลือไม่น่าจะเกิน 150 กิโลเมตร
แล้วผมจะเชื่อใคร?
แผนที่ดาวเทียม หรือ คนทำถนน
150 กับ 180 กม อาจดูไม่ไกลกว่ากันเท่าไหร่ถ้าคุณขับรถ แต่นี่ผมกำลังขี่จักรยานซึ่งยิ่งไกลแรงยิ่งแผ่วราวกับลูกธนูที่ค่อย ๆ ตกลงพื้น
.
.
.
.
.
.
อากาศที่นี่เย็นแต่แห้ง ผมดื่มน้ำมากกว่าปรกติ ขอบคุณพนักงาน AJ Hacket (บันจี้จัมป์อันโด่งดังของนิวซีแลนด์) ที่กรุณาให้เข้าไปเติมน้ำในห้องพนักงานด้วยความเต็มใจ
ออกจาก Queenstown ก็จะเห็นความเป็นชนบทแบบกสิกรรมของนิวซีแลนด์ ร้านผลไม้ริมทาง ซึ่งติดป้ายโฆษณาสุดอลังการอย่างกะทางเข้าพิพิธพันธ์ว่า Damn good quality (คุณภาพดีเหี้ย ๆ) เห็นแล้วมิอาจอดใจได้ จึงต้องแวะดู คุยกับคนขายสักพักจึงรู้ว่าแกเคยมาเที่ยวเมืองไทยและมีประสบการณ์เหี้ย ๆกับ Taxi บ้านเราที่จ้างไปที่นึงแต่เสือกพาไปอีกที่นึง (วันที่ผมกำลังเขียนมหากาพย์เรื่องนี้ เพื่อนฝรั่งคนหนึ่งเพิ่งจะถูก Taxi หลอกด้วยเช่นกัน...อีกหนึ่งความภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย) ผมจากไปด้วย Strawberry (ป่า) หนึ่งกล่อง และคำคมที่เขียนอยู่หน้าร้านว่า
“It’s nice to be important, but it’s more important to be nice” (การเป็นคนสำคัญเป็นเรื่องที่ดี แต่การเป็นคนดีเป็นเป็นเรื่องสำคัญกว่า)
ผมควบม้านิลมังกรผ่าน Cromwell โดยไม่แวะเพราะยังหลอน ๆ กับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและเพื่อทำเวลา ออกจากเมืองไม่นานก็เลี้ยวซ้ายเพื่อมุ่งหน้าไปทางเหนือ ถนนเส้นนี้ขนานกับทะเลสาปซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ วันนั้นลมจัดมาก บนผิวน้ำเต็มไปด้วยคลื่นหัวแตก ผมจอดแวะกินอาหารข้างทางเพราะคิดว่าอีกสักพักลมคงสงบ แต่ผมคิดผิด
จู่ ๆ จักรยานที่จอดหันหน้าทวนลมก็ยกล้อขึ้นชึ้ฟ้าเหมือนม้าพยศ ก่อนหงายท้องล้มไปข้างหลัง...ผีม้านิงมังกรไม่ได้สิงรถผม แต่นั่นคือลมพัด!! การเดินทางต่อจากนั้นเป็นการขี่จักรยานทวนลมทั้งสิ้น!!
ต้นไม้ข้างทางล้วนลู่เอียงไปตามลม ในขณะที่ผมมุ่งหน้าทวนลมไปทางเหนือด้วยความเร็วที่ไม่ต่างอะไรกับการเดินเท่าใดนัก นักปั่นจักรยานทางไกลที่ขี่สวนมาล้วนยิ้มอย่างเห็นใจ (สมเพช?) ผมตัดสินใจลงมาเดินเพราะต้องการถนอมขาใว้ใช้จนจบการเดินทาง ตัวเลขบนคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ในขณะที่ความกังวลในใจผมเพิ่มขึ้นจนผมขึ้เกียจจะสนใจ
“ไม่มีระยะทาง ไม่มีที่หมาย ปั่นเม่งไปเรื่อย ๆ ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”
ราวสี่โมงเย็น
น้ำใกล้หมด ตะคริวเริ่มแดก แต่ที่หมายยังอยู่อีกไกลนัก
“เลื่อนตั๋วกลับดีป่าววะ แบบนี้ไม่รอดแน่” ผมคิดในใจ
ทว่าหากทำแบบนั้นเท่ากับว่าเมื่อกลับถึงเมืองไทยแล้วผมจะมีเวลากับครอบครัวน้อยลงก่อนที่จะต้องกลับไปทำงาน ก่อนที่ผมจะถอดใจรถจักรยานทัวร์ริ่งที่วิ่งสวนกันขี่ย้อนกลับมาทางผม....
“Your destination is quite far, but if you go further for maybe 20 km you will see a small town. Then, you might be able to do something” (ต้องไปอีกไกลเลย แต่ถ้าขี่ต่อไปอีกสัก ๒๐ กม ก็จะเจอเมืองเล็ก ๆ บางทีอาจจะทำอะไรที่นั่นได้)
ผมแวะที่ปั๊มน้ำมันและซื้อน้ำแร่มาเติมกระติกน้ำด้วยความที่เบื่อน้ำก๊อก ขอบคุณความกระแดะที่ทำให้ผมได้ความรู้ใหม่ว่าน้ำแร่ทำให้หายเป็นตะคริวได้ ผมเห็นป้าย Accommodation available แต่เสือกเมินเพราะตอนนั้นคิดเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องปั่นไปให้ถึง
.
.
.
เส้นทางพิสูจน์ม้าและคนขี่จักรยาน
ออกจากปั๊มได้ไม่นานผมเหลือบไปเห็นป้ายข้างทางว่า Accommodation 5 kg (ที่พักอีก 5 กม.) ผมเลี้ยวรถออกจากทางหลักเข้าไปทันที เส้นทางเข้าที่พักไม่คดเคี้ยวแต่จะต้องขี่ทวนลมตลอดทาง 5 กิโลผ่านไป ขี่จนวนกลับเข้ามาถนนใหญ่ผมมองไม่เห็นแม้แต่เงาของที่พัก จึงต้องย้อนกลับมาสรุปว่าเสียค่าโง่ไปสิบโลเศษ
แม้ว่าฟ้าจะยังสว่างแต่แถวบ้านเรียกช่วงเวลานี้ว่าหัวค่ำ การจราจรบนถนนหนาแน่นมากขึ้น ผมตัดสินใจโบกรถเพราะคิดว่าอาจไปไม่รอด แม้วิธีนี้เป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมันจะทำลายความภูมิในการเดินทางข้ามเกาะด้วยจักรยานแต่ผมไม่มีทางเลือกมากนัก ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีหลังจากที่โบกรถอยู่เกือบชั่วโมงแล้วแต่ไม่มีทีท่าว่าจะมีใครมาเก็บผมไป
.
.
ผมคิดถึงบรรยากาศการปั่นจักรยานในประเทศไทย
.
.
.
เราควบม้าลงเขาต่อไปเรื่อย ๆ ผมมองที่นาฬิกา
“สงสัยไปไม่ทันโรงเรียนปิดแล้ว......จะไปเอากระเป๋ายังไงดี”
พี่แก้วแสดงความเสียสละกระโดดลงจากม้าโทรจัน (ชื่อจักรยาน) แล้วกระโจนขึ้นรถปิคอัพที่วิ่งผ่านมา
“เดี๋ยวเจอกันที่โรงเรียน” พี่แก้วส่งข่อความสั้น ๆ จากบนรถขณะที่กำลังแล่นผ่านพวกเราไป
.
.
.
.
“คนเหนือนี่ใจดีจริง ๆ” พี่แก้วนึกในใจ “ถ้ากูโบกรถที่กรุงเทพฯ พรุ่งนี้เช้าก็คงยังไม่ได้ขึ้น”
.
.
.
.
“ขอลงตรงนี้แล้วกันครับ” พี่แก้วตะโกนจากท้ายกะบะไปที่หน้าต่างด้านคนขับ
รถหยุดลงคนขับหันมายิ้มพร้อมกับบอกว่า........
“สอล้อหพี่”
“อะไรวะนั่งมาแค่นี้จะเอากูสองร้อย ไหนว่าคนเหนือใจดี” พี่แก้วคิดในใจ
“ส่อล้อห้ายพี่เค้าด้วย” (ส่ง-รถ-ให้-พี่-เขา-ด้วย) คนขับพูดกับเด็กที่นั่งอยู่ท้ายรถอีกครั้ง
.
.
.
ใกล้มืดเต็มทีแต่พวกเราทั้งสามก็ยังไม่ได้แม้แต่กลิ่น อ. เมืองแม่ฮ่องสอน พวกเราตัดสินใจใช้มุขโบกรถหากินอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เบรก Brembo แต่เหยื่อคันแรกของพวกเราก็จอดทันทีเมื่อเห็นแก๊งปั่นน้อยที่น่าสงสาร
รถวิ่งไปสักพักพวกเราเริ่มมองหน้ากันเลิกลัก
“เชี่ยทำไมมันมีแต่ทางลงวะ”
“เวลาที่ไม่ได้ปั่นแม่งลงตลอด”
แม้จะแอบเสียดายแต่ถ้าปั่นเองก็เกรงว่าเที่ยงคืนก็คงจะยังไม่ถึง พวกเราลงจากรถก่อนที่คนขับจะแยกทางกันและจ่ายค่ารถด้วยคำว่าขอบคุณ
.
.
.
ทุ่มกว่าแล้วพวกเราก็ยังคงปั่นกันอยู่กลางขุนเขาและความมืด
“โบก ๆ ไปเถอะ ไหน ๆ วันนี้ก็เสียสถิติไปแล้ว” ผมตะโกนขึ้น
“ไม่งั้นก็คงถึงกันเที่ยงคืนพอดี” อาชัย รีบแจม
รถปิคอัพคันแรกจอดทันที่เห็นพวกเราทำท่าน่าสงสารอยู่ข้างทาง แม้ว่าจะมีของอยู่เต็มท้ายรถแต่พี่สุดหล่อก็ยังแสดงสปิริตช่วยมาโบกรถ.............มันมีคนอย่างงี้ในโลกด้วยหรือวะ
ไม่มีที่ไหนในโลกที่จะขอความช่วยเหลือจากคนไม่รู้จักได้ง่ายเหมือนบ้านเราอีกแล้ว ที่แม่ฮ่องสอนผมโบกรถสามครั้งในวันเดียวกัน โดยไม่เคยได้รับการปฏิเสธจากรถแม้แต่คันเดียว
“ไม่รับก็ช่างหัวแม่ง กูก็ปั่นของกูไปเรื่อย ๆ ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องเสียสถิติ”
.
.
.
ผมปั่นต่อไปอีกหลายชั่วโมงจอดรถนั่งพักไม่รู้กี่ครั้งจนบรรยากาศรอบตัวมืดสนิทมีเพียงแสงดาวที่ทำให้ผมมองเห็นภาพลาง ๆ ของภูมิประเทศ ผมแทบจะเป็นมนุษย์คนเดียวในรัศมีหลายกิโล และกว่าจะมีรถสักคันผ่านมาก็เป็นเวลานานพอสมควร คืนนั้นดาวบนฟ้าสวยมากหากว่าผมไม่เหนื่อย ง่วงโคตร ๆ และกำลังรีบแล้ว ผมจะต้องคว้าขาตั้งกล้องมาถ่ายรูปดาวเป็นแน่
ใกล้เที่ยงคืนแล้ว แต่ผมยังเหลืออีกยี่สิบกิโลที่ต้องไป แม้ลมจะสงบและเส้นทางไม่ได้ชันมากนัก แต่ผมต้องลงมาเดินบ่อยครั้งเพราะกล้ามเนื้อขาส่วนที่ใช้กับจักรยานมันแทบจะไม่มีความรู้สึกแล้ว ผมไม่ได้กำลังขี่จักรยานแต่กำลังเข็นจักรยานที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ปัญหาคือหากผมยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่านี้ หรือช้ากว่านี้ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วผมจะถึง Omarama ในเวลาเท่าไร?
การเคลื่อนผ่านของเวลาอย่างช้า ๆ เช่นเดียวกับการคลานของจักรยานทำให้คำถามของผมเปลี่ยนไปจากที่ “ผมจะไปถึงเมื่อไหร่กลายเป็น ผมจะมีปัญญาไปถึงหรือไม่?”
.
.
.
ผมย่อมรู้คำตอบนั้นดีกว่าใคร
.
.
.
ผมลงจากม้านิงมังกรแล้วถอดไฟฉายหน้ารถออกมา เพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแแม้จะรู้ดีว่าไม่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกาลเช่นนี้ แต่ผมมองไม่เห็นทางเลือกอื่น ในใจมีเพียงสำนวนจีนที่กล่าวว่า “เมื่อไรที่มีความหวังย่อมมีโอกาส” ทำให้ผมพอมีความหวัง
ผมจำไม่ได้ว่าผมมองเห็นแสงไฟ หรือได้ยินเสียงเครื่องยนต์ก่อนกัน แต่ก็ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับว่ามันคือรถที่กำลังวิ่งเข้ามาแล้วมุ่งหน้าไปทางเดียวกับผม นั่นแทบจะเป็นโอกาสสุดท้ายของผมในคืนนั้น
แสงไปหน้ารถสว่างขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเข้ามา ผมสาดไฟฉายเข้ามาที่ตัวพร้อมโบกขึ้นลงเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าโอกาสมีอยู่น้อยเต็มที แต่ในวินาทีนั้นผมแอบลุ้นจนลืมหายใจ
.
.
.
แสงไฟจ้าขึ้นเรื่อย ๆ จนผมหรี่ตาลงเกือบมิด
.
.
.
“เก็บ ๆ กูไปเถอะ..............................”
รถหยุดลงก่อนถึงผมประมาณ 10 เมตร ทว่านั่นยังไม่ได้หมายความว่ารถคันนั้นจะรับผมไปด้วย แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีโอกาส
ผมเดินเข้าไปที่รถอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้เขานึกว่าจะมาปล้น