2009/Apr/25

21/10/08 – Milford sound อีกวันชิว ๆ ที่ไม่ต้องปั่น!!

ผมตื่นขึ้นมาด้วยเสียงจากโทรศัพท์มือถือที่ตอนนี้เป็นเพียงนาฬากาปลุก แล้วเดินมึน ๆ มาทำอาหารแบบเดียวกับเมื่อวานทุกประการ (ก็ซื้อมาแค่นั้นนี่หว่า) ไม่ทันจะหายง่วงรถบัสของ Kiwi Discovery ก็วิ่งมาเก็บผมที่หน้า YHA เพื่อไป Milford sound

นอกจากจะขับรถแล้วคนขับรถยังเป็นไกด์ไปในตัวสงสัยจริงว่าทำไมคนที่บ้านเราถึงทำแบบนี้ไม่ได้มั่ง ไกด์บรรยายว่า New Zealand เป็นเกาะที่อยู่โดยเดี่ยวมานานจึงทำให้มีระบบนิเวศน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และด้วยความที่ไม่มีสัตว์ป่า (แกะ, วัว, ม้า, กระต่าย มาทีหลัง) ทำให้นกที่นี่ไม่มีความจำเป็นในการบินและสูญเสียความสามารถนั้นไปในที่สุด เมื่อมีชาวเกาะอพยพเข้ามานกหลายชนิดที่บินไม่ได้จึงสูญพันธุ์ไปในที่สุดเพราะโดนจับแดกหมด (They said Maori eat em all!) ผมตั้งข้อสังเกตว่านกที่บินไม่ได้มักมีสีเข้มเพื่อพรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมบนพื้นดิน

 

ยิ่งเข้าใกล้ Milford sound ก็จะเห็นจำนวนลำธารมากขึ้นเรื่อย ๆ น้ำที่นี่ใสมากจนสามารถดื่มได้ คิดถึงแม่น้ำเจ้าพระยาพิลึก

 

รถแวะจอดถ่ายรูปหลายครั้ง แต่คนขับมักจะเรียกกลับขึ้นรถก่อนที่ผมจะพอใจกับผลงานเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปรกติของการเที่ยวทัวร์ซึ่งพามาเหยียบ ถ่ายรูปพอเป็นพิธี แล้วเรียกกลับขึ้นรถ

 

รถจอดที่ท่าเรือซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ เพื่อนผมบอกว่าอาคารนี้มีกลิ่น (สินบน) เพราะมันบังวิว Milford Sound เสียมิดจนทำให้คนทั่วไปที่ขับรถผ่านมองไม่เห็น หากจะเข้าไปดูก็ต้องเป็นลูกค้า  เรือที่ให้บริการถูกผูกขากโดยสองบริษัทยักษ์ใหญ่ คือ Real Journey กับอีกอันจำชื่อไม่ได้ (ลองหาดูจาก Lonely Planet) Real Journey ก็มีบริการรถบัสรับส่งจาก Queenstown ด้วยซึ่งรถหรูมากและที่นั่งเป็นแบบขั้นบั้นไดเหมือนโรงหนังเพื่อให้คนข้างหลังสามารถเห็นวิวได้เช่นเดียวกับคนข้างหน้า

 

ไม่รู้ว่าดูรูปก่อนมาเที่ยวมากเกินไปหรือไม่ หรือการทำงานหนักทำให้ผมเป็นคนตายด้าน การล่องเรือชม Milford sound จึงไม่ตื่นเต้นอย่างที่คิด (เสียดายตัง?)

 

ผมกลับเข้าที่พักด้วยความอ่อนเพลียจากการนั่งเฉย ๆ ทั้งวัน แบตกล้องถ่ายรูปก็ใกล้หมด ที่นี่ใช้กระแสไฟฟ้ากำลังพอ ๆ กับที่บ้านเรา แต่เสือกมีเต้ารับหน้าตาหลุดโลกมากถึงมากที่สุด...

 

ฉิบหาย ดึกป่านนี้จะซื้อ adapter ได้ที่ไหน ผมสบถกับตัวเองกูแบกกล้องและเลนส์ราคาเกินครึ่งแสนมาให้หนักจักรยานเล่น?

 

คิดอะไรไม่ออกจึงไปแปรงฟันเพื่อเตรียมตัวจะนอน เหลือไปข้างอ่างล้างหน้าไปเจอปลั๊กเสียบที่โกนหนวด ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นปลั๊กแบบเดียวกับที่ใช้ในบ้านเรา

 

ชายใดเมื่อมีโอกาสเสียบแล้วไม่เสียบ มันผู้นั้นมิใช่นับว่าโง่บัดซบอย่างยิ่งหรือ

.

.

.

และอุปกรณ์ราคากว่าครึ่งแสนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

ผมนอนได้อย่างสบายใจแต่ไม่ค่อยสบายกายเท่าไหร่เพราะเจ๊ที่เพิ่งเข้ามาพักเสือปิดเสือกนอนปิดหน้าต่าง.....กูหายใจไม่ออก

 

21/10/08 – ปัจจัยที่มองข้าม 1

ฝนพรมลงมาปรอย ๆ ระหว่างที่ผมกำลังติดกระเป๋ากับตะแกรงจักรยาน โชคดีที่เอา Ocean pack มาตามคำแนะนำของอาชัย (ขาปั่นต่างวัย) ผนจึงตัดความกังวงเรื่องกล้องเปียกได้ เส้นทางวันนี้ไกลที่สุดเท่าที่ผมเคยปั่นมาผมจึงไม่อาจรอให้ผนหยุดได้

 

อย่างน้อยก็ได้ ทดสอบเสื้อกันฝนตัวละเกือบสามพันละวะ...ผลิตเมืองไทย ๆ แท้ แต่เสือกขายที่ฝรั่งเศษ

 

ล้อหมุนออกจาก YHA ผ่านสู่ตัวเมือง และมุ่งหน้าไปทางตะวันออก แผนที่ในมือไม่ได้ช่วยห่าอะไรเท่าไหร่ ล้อและลิ้นจึงต้องทำงานควบคู่กันไปตลอดทาง

 

30 กม แรกผ่านไป ผมจึงจอดถามให้แน่ใจว่ามาถูกทางหรือไม่

 

“You are doing good! Keep going that way”.  (มาถูกทางแล้ว ก็ไปต่อเรื่อย ๆ นะแหละ) คนขุดถนนบอกกับผม

“Well, how far is it from here to Omarama”. (แล้วอีกไกลไหมกว่าจะถึงโอมารามา) ผมถามต่อ

“About 180 km”.

“For fuck sake”. ผมสบถในใจ

จากการคำนวนด้วยแผนที่ดาวเทียม 

http://maps.google.com/maps?f=d&source=embed&hl=en&geocode=&saddr=queenstown&daddr=omarama&sll=-44.914249,169.321289&sspn=1.770038,4.921875&ie=UTF8&ll=-44.77373,169.316135&spn=0.933956,2.460938&z=9

ระยะทางวันนี้จะต้องอยู่ประมาณ 180 กิโลเมตรเศษ ๆ ผมปั่นมาแล้ว 30 กิโลฯ เพราะฉะนั้นทางที่เหลือไม่น่าจะเกิน 150 กิโลเมตร

 

แล้วผมจะเชื่อใคร?

 

แผนที่ดาวเทียม หรือ คนทำถนน

 

150 กับ 180 กม อาจดูไม่ไกลกว่ากันเท่าไหร่ถ้าคุณขับรถ แต่นี่ผมกำลังขี่จักรยานซึ่งยิ่งไกลแรงยิ่งแผ่วราวกับลูกธนูที่ค่อย ๆ ตกลงพื้น

.

.

.

.

.

.

อากาศที่นี่เย็นแต่แห้ง ผมดื่มน้ำมากกว่าปรกติ ขอบคุณพนักงาน AJ Hacket (บันจี้จัมป์อันโด่งดังของนิวซีแลนด์) ที่กรุณาให้เข้าไปเติมน้ำในห้องพนักงานด้วยความเต็มใจ

 

ออกจาก Queenstown ก็จะเห็นความเป็นชนบทแบบกสิกรรมของนิวซีแลนด์ ร้านผลไม้ริมทาง ซึ่งติดป้ายโฆษณาสุดอลังการอย่างกะทางเข้าพิพิธพันธ์ว่า Damn good quality (คุณภาพดีเหี้ย ๆ) เห็นแล้วมิอาจอดใจได้ จึงต้องแวะดู คุยกับคนขายสักพักจึงรู้ว่าแกเคยมาเที่ยวเมืองไทยและมีประสบการณ์เหี้ย ๆกับ Taxi บ้านเราที่จ้างไปที่นึงแต่เสือกพาไปอีกที่นึง (วันที่ผมกำลังเขียนมหากาพย์เรื่องนี้ เพื่อนฝรั่งคนหนึ่งเพิ่งจะถูก Taxi หลอกด้วยเช่นกัน...อีกหนึ่งความภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย) ผมจากไปด้วย Strawberry (ป่า) หนึ่งกล่อง และคำคมที่เขียนอยู่หน้าร้านว่า

 

“It’s nice to be important, but it’s more important to be nice” (การเป็นคนสำคัญเป็นเรื่องที่ดี แต่การเป็นคนดีเป็นเป็นเรื่องสำคัญกว่า)

 

ผมควบม้านิลมังกรผ่าน Cromwell โดยไม่แวะเพราะยังหลอน ๆ กับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและเพื่อทำเวลา ออกจากเมืองไม่นานก็เลี้ยวซ้ายเพื่อมุ่งหน้าไปทางเหนือ ถนนเส้นนี้ขนานกับทะเลสาปซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ วันนั้นลมจัดมาก บนผิวน้ำเต็มไปด้วยคลื่นหัวแตก ผมจอดแวะกินอาหารข้างทางเพราะคิดว่าอีกสักพักลมคงสงบ แต่ผมคิดผิด

 

จู่ ๆ จักรยานที่จอดหันหน้าทวนลมก็ยกล้อขึ้นชึ้ฟ้าเหมือนม้าพยศ ก่อนหงายท้องล้มไปข้างหลัง...ผีม้านิงมังกรไม่ได้สิงรถผม แต่นั่นคือลมพัด!! การเดินทางต่อจากนั้นเป็นการขี่จักรยานทวนลมทั้งสิ้น!!

                                            

ต้นไม้ข้างทางล้วนลู่เอียงไปตามลม ในขณะที่ผมมุ่งหน้าทวนลมไปทางเหนือด้วยความเร็วที่ไม่ต่างอะไรกับการเดินเท่าใดนัก นักปั่นจักรยานทางไกลที่ขี่สวนมาล้วนยิ้มอย่างเห็นใจ (สมเพช?) ผมตัดสินใจลงมาเดินเพราะต้องการถนอมขาใว้ใช้จนจบการเดินทาง ตัวเลขบนคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ในขณะที่ความกังวลในใจผมเพิ่มขึ้นจนผมขึ้เกียจจะสนใจ

 

ไม่มีระยะทาง ไม่มีที่หมาย ปั่นเม่งไปเรื่อย ๆ ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

 

ราวสี่โมงเย็น

 

น้ำใกล้หมด ตะคริวเริ่มแดก แต่ที่หมายยังอยู่อีกไกลนัก

 

เลื่อนตั๋วกลับดีป่าววะ แบบนี้ไม่รอดแน่ ผมคิดในใจ

 

ทว่าหากทำแบบนั้นเท่ากับว่าเมื่อกลับถึงเมืองไทยแล้วผมจะมีเวลากับครอบครัวน้อยลงก่อนที่จะต้องกลับไปทำงาน ก่อนที่ผมจะถอดใจรถจักรยานทัวร์ริ่งที่วิ่งสวนกันขี่ย้อนกลับมาทางผม....

 

“Your destination is quite far, but if you go further for maybe 20 km you will see a small town. Then, you might be able to do something” (ต้องไปอีกไกลเลย แต่ถ้าขี่ต่อไปอีกสัก ๒๐ กม ก็จะเจอเมืองเล็ก ๆ บางทีอาจจะทำอะไรที่นั่นได้)

 

ผมแวะที่ปั๊มน้ำมันและซื้อน้ำแร่มาเติมกระติกน้ำด้วยความที่เบื่อน้ำก๊อก ขอบคุณความกระแดะที่ทำให้ผมได้ความรู้ใหม่ว่าน้ำแร่ทำให้หายเป็นตะคริวได้ ผมเห็นป้าย Accommodation available แต่เสือกเมินเพราะตอนนั้นคิดเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องปั่นไปให้ถึง

.

.

.

เส้นทางพิสูจน์ม้าและคนขี่จักรยาน

 

ออกจากปั๊มได้ไม่นานผมเหลือบไปเห็นป้ายข้างทางว่า Accommodation 5 kg (ที่พักอีก 5 กม.) ผมเลี้ยวรถออกจากทางหลักเข้าไปทันที เส้นทางเข้าที่พักไม่คดเคี้ยวแต่จะต้องขี่ทวนลมตลอดทาง 5 กิโลผ่านไป ขี่จนวนกลับเข้ามาถนนใหญ่ผมมองไม่เห็นแม้แต่เงาของที่พัก จึงต้องย้อนกลับมาสรุปว่าเสียค่าโง่ไปสิบโลเศษ

 

แม้ว่าฟ้าจะยังสว่างแต่แถวบ้านเรียกช่วงเวลานี้ว่าหัวค่ำ การจราจรบนถนนหนาแน่นมากขึ้น ผมตัดสินใจโบกรถเพราะคิดว่าอาจไปไม่รอด  แม้วิธีนี้เป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมันจะทำลายความภูมิในการเดินทางข้ามเกาะด้วยจักรยานแต่ผมไม่มีทางเลือกมากนัก ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีหลังจากที่โบกรถอยู่เกือบชั่วโมงแล้วแต่ไม่มีทีท่าว่าจะมีใครมาเก็บผมไป