2009/Apr/25

18/10/08 จุดเริ่มต้น

 

ใกล้เที่ยงคืน

 

ทันทีที่การเจรจาสิ้นสุดผมหมุนแฮนด์เข้าหาตัวถังแล้วมัดล้อหน้าให้อยู่กับที่ จักรยานถูกวางลงอย่างเบาที่สุดราวกับนักมวยกำลังขึ้นตาชั่งก่อนหมายเลข 22 จะปรากฏบนหน้าจอ ซึ่งเกินพิกัดอยู่ 2 กิโล

 

ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องเสียงค่าระวาง เจ้าหน้าที่ check in ชี้แจงแต่ต้องเอาจักรยานขี้นรางตรงนี้ไม่ได้ ต้องเอาไปที่ baggage over size นะคะ

 

ผมแอบยิ้มในใจ พร้อมบอกลาพ่อและพี่ชายที่มาส่ง

.

.

.

แต่ไม่บ่อยครั้งที่โชคดีอยู่ข้างเรา

.

.

.

 

หลังจากที่เสือกโง่เสียเวลาไปเข้าแถว Foreign Passport อยู่นาน ผมเดินตรงไปที่จุดพักผู้โดยสารและนำสัมภาระติดตัวเข้าเครื่องเข้าสแกน   

ขวดนี้เอาขึ้นเครื่องไม่ได้นะครับเจ้าหน้าที่หนุ่มกล่าวก่อนที่โลชันกันแดดของผมจะย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ในถังขยะ 

 

ไอ้ห่าแม่งโง่สัตว์ ผมสบถกับตัวเอง เพราะทั้ง ๆ ที่รู้ข้อบังคับนี้อยู่แล้วแต่ยังพลาด โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตรวจไม่ละเอียดขวด moisturizer สุดรักจึงไม่ถูกพรากไปจากผม

 

เพราะเป็นคนหน้าหวาน (ขม) เจ้าหน้าที่อีกคนขอค้นกระเป๋าใบเดิม (อีกแล้ว) ที่ทางเข้าจุดพักผู้โดยสารด่านสุดท้าย แม้ว่าเธอจะหน้าตางั้น ๆ แต่ก็ทำผมเสียว

 

กระเป๋าผมปิดลงทันทีที่ถูกเปิด สงสัยรองเท้าจะเหม็นเจ๊แกเลยรีบปล่อยผมไป moisturizer สุดรักจึงไม่ถูกพรากไปจากผม ^ ^ V

 

เครื่องออกในเวลา 0:00 นาฬิกา

 

ผมแปลกใจกับตัวเองที่ทำไมถึงไม่รู้สึกตื่นเต้น ทั้ง ๆ ที่นี่จะเป็นการปั่นจักรยานทางไกลคนเดียวเป็นครั้งแรก.....ชักจะเริ่มเสียดายตัง

 

 19/10/08 ช่วงต่อ

.

.

.

สนามบินที่ Sydney ใหญ่มากถึงมาก และอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อให้เครื่องบินแอร์บัส (รุ่นมีดอีโต้) เข้าจอดได้ จึงทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากเกิดความสับสน ซึ่งแน่นอนผมย่อมเป็นหนึ่งในนั้น แต่ด้วยความเป็นมิตรของเจ้าหน้าที่ทุกอย่างจึงกลายเป็นเรื่องง่าย (ถ้าฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง) ซึ่งต่างกับเจ้าหน้าที่ในประเทศที่เรียกตัวเองว่าดินแดนแห่งรอยยิ้มโดยสิ้นเชิง

 

ช่วงเวลาต่อเครื่องค่อนข้างนานผมจึงไปแลกเหรียญเพื่อมาเล่นเน็ทก่อนเพื่อบุคทัวร์ไปเที่ยว Milford Sound dจะรู้ในภายหลังว่ามีบริการเน็ทฟรีอยู่ใกล้ ๆ (ฉลาดอีกแล้ว)

ผมไปถึง Christchurch ราวเที่ยงคืน ด้วยความที่กลัวว่าจะนั่งเครื่องไม่คุ้มจึงคลานออกมาจากเครื่องเป็นคนสุดท้าย ไม่เข้าใจว่าคนส่วนมากจะรีบไปไหน ลุกขึ้นมาแล้วก็ต้องมายืนถือกระเป๋าหนัก ๆ เบียดกันออกจากเครื่อง แล้วก็ต้องมายืนคอย (ห้วย) รอกระเป๋าตรงสายพานอยู่ดี และเนื่องจากผมจะต้องรออีกประมาน 7 ชั่วโมงเพื่อขึ้นเครื่องไป Queenstown จึงเป็นเรื่องไม่ฉลาดนักที่จะรีบไปรอ

 

หลังจากที่รับจักรยานและสัมภาระทั้งหมดแล้ว ผมถือ Incoming Passenger Card ไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ในเอกสารในนั้นจะถามว่าเรานำอะไรเข้ามาในประเทศของเขาบ้าง และมีของที่เป็นต้องขอตรวจ เช่น อาหารสด ผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ อุปกรณ์เดินป่า (ของใช้งานที่สัมผัสกับดิน) จักรยาน รองเท้าเดินป่า เป็นต้น เพราะของดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-security) กล่าวคือหากมีหนอนติดมากับเต็นท์ที่เรานำมา ตัวหนอนเองอาจเป็นพาหะนำโรคติดต่อ หรืออาจขยายพันธุ์และสร้างความเสียหายให้กับผลิตผลทางเกษตรหรือระบบนิเวศน์ของเขาได้ ด้วยเหตุนี้ผู้โดยสารขาเข้าทุกคนจะได้รับ Incoming Passenger Card เพื่อระบุให้เจ้าหน้าที่ทราบว่านำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาด้วยหรือไม่ และหากพบว่าแจ้งข้อมูลเท็จจะถูกปรับทันที 200 เหรียญ

 

คนไทยมักชอบบอกกันว่าให้กรอกช่อง No อย่างเดียวจะได้ไม่ต้องโดนตรวจ ซึ่งเป็นความเชื่อที่โง่มากถึงมากที่สุด ด้วยหากทำเช่นนั้นเจ้าหน้าที่จะให้ความสนใจกับคุณมากเป็นพิเศษ แต่หากว่าคุณกรอกว่า Yes เจ้าหน้าที่ก็จะถามว่าเอาอะไรมาถ้าเห็นว่าไม่มีปัญหาก็จะให้คุณผ่านโดยไม่ตรวจกระเป๋าให้เสียเวลา

 

ส่วนผมซึ่งแบกจักรยานหราขนาดนั้นหากกรอกว่า Yes คนแถวบ้านก็คงจะเรียกไปทำนา ด้วยความที่เป็นการเดินทางแบบนกขมิ้น (ค่ำไหนก็นอนกับคนแถวนั้น) ผมจึงพกเต๊นท์และของกินมาด้วย เพราะฉะนั้นจึงกรอก Yes เกือบทุกช่อง เพื่อนของผมเล่าให้ฟังทีหลังว่าปัญหาทีมักพบบ่อยคือ ผู้โดยสารบางคนเก็บ apple ที่แจกบนเครื่องลงมาด้วยแต่ดันเสือกลืมกรอก Declare ทำให้มีคนถูกปรับอยู่เป็นประจำ

 

โชคดีที่ผมล้างรถตั้งแต่อยู่เมืองไทยจึงไม่มีคราบดินติดมาด้วยทำให้ผ่านฉลุย ส่วนเต็นท์นั้นสะอาดอยู่แล้วเพราะเช็ดและตากก่อนเก็บทุกครั้งจึงไม่มีปัญหา เจ้าหน้าที่จึงขอเพียงสมอบกไปฆ่าเชื้อโรค ของกินไม่มีปัญหาเพราะยังอยู่ในซองไม่มีรอยแกะ

 

ออกจากด่านอรหันต์ผมต้องรอจนถึงเช้าเพื่อเครื่องอีกครั้งไปยัง Queenstown แต่ตอนนั้น Check in ยังไม่เปิดผมจึงได้แต่นอนรอ

 

ใกล้ประตูทางออก Backpackers (นักท่องเที่ยวขาลุย แต่พกถุง) นอนเรียงกันป็นตับเพื่อรอการเดินทางในวันรุ่งขึ้น ผมทำตัวเป็นหนึ่งในนั้น อากาศเย็นลงเรื่อย ๆ ทำให้ผมได้ฤกษ์ประเดิมถุงนอนใบใหม่สุดอลังการที่ Messenger มาส่งให้เกือบไม่ทัน 0_O”

 

 


 

 

 

……………………….

………………

……..

..

.

.

.

.

20/10/08 – Ready to roll!!

.

.

.

……..

………………

……………………….

 

 

ตื่นมาด้วยความเบลอ ๆ ด้วยอาการเมาขี้ตาผสม Jet lack ผมยัดถุงนอนลงกระเป๋าแล้วเดินไปถามเจ้าหน้าที่สนามบินว่าจะต้องไปขึ้นเครื่องที่ประตูไหน

 

“You just go over there and you will see chicken on your right”.  (คุณก็เดินไปทางด้านโน้นแล้วก็จะเห็นไก่อยู่ทางขวามือ)

 

Chicken เชี่ยไรวะ?”  ผมนึกในใจ แต่แกล้งทำเนียนว่าเข้าใจแล้วเดินไปตามทางที่ป้าแกบอก แล้วปัญญาจึงเกิดว่าไอ้ Chicken นั้นก็คือ Check in นั่นเอง......T T

 

ผมขำไม่ออก เป็นตลกร้ายที่เมื่อสิบปีก่อนผมเพิ่งจะคุยกับฝรั่งรู้เรื่องตอนที่แม่ส่งผมมาเรียนภาษาอังกฤษที่ New Zealand แต่ตอนนี้ผมฟังคนที่นี่พูดไม่รู้เรื่อง

 

ความมึนส์ยังไม่ทันหายความซวยก็เข้ามาแทรก เจ้าหน้าที่ Chicken เอ้ย Check in ไม่อนุญาติให้ผมขึ้นเครื่องโดยแจ้งว่าเครื่องจะออกแล้ว และผมมายืนยันตั๋วช้าเกินไป

.

.

.

สรุปว่าตกเครื่องตั้งแต่วันแรก!!

.

.

.

เรื่องสำเนียง Kiwi อาจเป็นตลกร้าย แต่เรื่องตกเครื่องเป็นเรื่องตลกไม่ออก แต่ใครกันเล่าที่แม่งจะซวยได้ตลอดชาติ ขอบคุณประสบการณ์หนึ่งปีกับการเป็นผู้จัดการที่จะต้องต่อสู้กับลูกค้า (นรก) จนทำให้ผมรู้สึกชินชากับปัญหา (ตายด้าน?) ถ้าเป็นตอนเด็ก ๆ ผมคงกลัวจนทำอะไรไม่ถูก

 อีกไม่นานพนักงาน Air New Zealand เลื่อนตั๋วผมให้ไปอยู่ในเที่ยวถัดไปโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แถมยังพูดขำ ๆ ว่าวิวจากข้างบนสวยมากแต่ที่นั่งริมหน้าต่างหมดแล้ว

เกือบจะต้องเสียตังค่าระวางจักรยานเพราะเป็นของ Oversized แต่พอบอกว่าเช็คอินมาจากเมืองไทย แล้วตอนที่บินกับ Air NZ เที่ยวเมื่อคืนก็ไม่ได้เสียค่าระวาง เจ้าหน้าที่ก็เลยละเว้นค่าธรรมเนียมให้ผม

 

Ready to roll ทันทีที่ถึง Queenstown แม้ว่าจะช้ากว่ากำหนดชั่วโมงเศษ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะวันนี้ผมแค่ปั่นเที่ยวในเมืองเท่านั้น

 

ออกจากสนามบินไม่กี่นาทีผมเริ่มนึกถึงคาถาของเพื่อนักปั่นหัวทองว่าให้เอาถุงมือยาวมาด้วย แม่อากาศจะไม่เย็นเท่าไหร่แต่เวลาที่ขี่เร็ว ๆ ก็สะท้านไปทั้งนิ้วมือ...แล้วกูจะไปรอดไหมเนี่ย

 

ไม่ต้องสงสัยผมหยุดรถทันที่ที่เห็นร้านจักรยาน อุตส่าห์มาเกือบหมื่นกิโลหากไม่เวะดูร้านจักรยานก็คงจะแปลกพิลึก เสื้อจักรยานของนิวซีแลนด์สีเทาคาดขาวสวยมากถึงมากที่สุด ป้ายราคาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผมเริ่มแหยง แต่คำว่า Made in Thailand ทำให้เสื้อตัวนั้นเสด็จคืนราวทันที

 

ออกจากร้านด้วยถุงมือ Fox แบบเต็มมือและแว่นตากันแดด (แทนที่อันเก่าที่ป่านนี้ยังไม่รู้ว่าลืมไว้ที่บ้านหรือทำหล่นก่อนขึ้นเครื่อง) แว่นตากันแดดสำหรับจักรยานราคาแพงระยับผมจึงซื้อแว่นตาสำหรับตกปลาซึ่งใช้ได้ดีไม่แพ้กันและยังเป็นเลนส์ตัดแสงอีกด้วย

 

ถึงบ้านพักเยาวชน (YHA) ราวเที่ยงเศษแต่ยังเข้าห้องไม่ได้เพราะเวลา Chicken คือบ่าย 2 ด้วยความที่ YHA เป็นห้องพักแบบ Share facilities แม้ตัวผมกำลังจะเน่าแต่ก็สามารถอาบน้ำและใช้สาธารณูปโภคอื่น ๆ ได้ ที่นี่ลูกค้าสามารถจองทัวร์และกิจกรรมต่าง ๆได้หมด ซึ่งบริษัททัวร์มีบริการรับส่งที่นี่ด้วย ที Queenstown มีบ้านพักเยาวชนสองแห่งที่ city center กับที่ lake front ซึ่งเป็นบ้านพักราคาประหยัดระดั