นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับการขี่จักรยานทางไกลของผม
แต่เป็นครั้งแรกที่ไปเพียงสองคน
และเป็นครั้งแรกสำหรับการปั่นที่ภาคเหนือ
เส้นทางที่ลือกันว่าปราบเซียนมานักต่อนักแล้ว
ไม่ว่าใครจะกล่าวถึงเส้นทางนี้อย่างไร
สำหรับผมแล้ว
เส้นทางนี้ทำให้ผมเข้าใจและยอมรับเงื่อนไขแห่งการเดินทางมากขึ้น
.
.
.
ไม่ต่างอะไรกับนกที่บินข้ามมหาสมุทร
ซึ่งจะบินเรียงตัวกันเป็นลูกศรเพื่อให้มีแรงต้านอากาศที่กระทำต่อกลุ่มน้อยที่สุด
คนที่ขี่จักรยานก็จะขี่ต่อกันเป็นขบวนโดยเว้นระยะห่างเพียงศอกเดียว
หาใช่พิศวาสอะไรกับตูดคนข้างหน้า
แต่จำต้องขี่ตามกันเพื่อลดแรงต้านและให้เหนื่อยน้อยที่สุด
ประมาณเอาเองว่า คนที่ขี่ตามท้ายใช้แรงเพียงสองในสามส่วนก็สามารถไปด้วยความเร็วเท่ากับคันหน้าได้
การขี่ทัวร์ริงครั้งก่อนนั้นเราขี่ดูดตูดกันตลอดหลายพันกิโล
เลยไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไหร่นอกไปจากล้อหลังของรถคันหน้า และตูดลุงแก่ๆ
แต่มันก็ทำให้นักปั่นทางไกลหน้าใหม่อย่างผมขี่ไปไกลกว่า 100 กิโลเมตรในวันเดียว
ถึงอย่างไรเทคนิคดังกล่าวก็ไม่สามารถใช้กับบนดอยได้ดีสักเท่าไหร่
ทิวเขาที่คดเคี้ยวและสูงชันค่อยๆ แยกพวกเราออกจากกันโดยแทบจะรู้สึกตัว
ระหว่างที่ขึ้นเขา สหายของผมก็ค่อยๆ ออกห่างไปทีละนิดๆ จนมองกันไม่เห็น
และการขี่ดูดตูดกันเพื่อลดแรงต้านก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับการขี่ขึ้นเขาด้วยความเร็วที่ไม่ต่างอะไรจากการเดิน
รถคันที่ขี่ตามหลังจึงไม่ได้อานิสงส์จากการแหวกอากาศของคันหน้า
ผมไม่ต้องการจะขี่นำหน้า
แต่นั่นก็เป็นความเร็วเดียวที่ผมขี่ได้
เพราะหากว่าช้ากว่านั้นรถจะทรงตัวได้ลำบาก แล้วก็จะเมื่อยมากถึงมากที่สุด
ดังนั้นต่างคนจึงไปต้องตามกำลังของตัวเอง
แล้วหยุดพักเรอเมื่อถึงที่ ที่เหมาะสม
ซึ่งก็คือ
ที่พักริมทาง
หรือจุดเยี่ยวที่วิวสวย และแดดไม่ร้อน
(เพราะเกรงว่าองค์จะถูกแดด...เดี๋ยวเซียวลี้ปวยตอจะเปล่งประกายดำมากขึ้น)
ผมใช้เวลารอให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการระบายความร้อนออกจากร่างกาย
.
.
.
หนึ่งควยก็แล้ว สองควยก็แล้ว.........
.
.
.
ในที่สุดอาชัยก็ตามทัน
อย่าลืมว่าแกต่อให้ผมยี่สิบปี
เมื่อลงเขาทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงราวกับหน้ามือเป็นหลังตีน
ความคดเคี้ยว ลาดชัน และฝีมือ ทำให้เพื่อนร่วมทางของผมหายไปในพริบตา
จนอดสงสัยไม่ได้ว่า
แอบเอาไนตรัสติดจักรยานป่าววะ
ทว่าการขี่ห่างกันไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าอยู่คนเดียว
เพราะเราจะต้องหยุดรถเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่า เพื่อนของเราไม่ใจดีแอบเอาแก้มไปเช็ดถนนที่ไหนสักแห่ง
ซึ่งเป็นการแสดงความห่วงใยที่ไม่ต้องพูดอะไร ที่มาจากที่ว่างที่พวกเราเว้นไว้นั่นเอง
วิธีนี้เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ใช้ความสามารถในสิ่งที่ตัวเองถนัด โดยที่ไม่เป็นการถ่วงเวลาให้กับเพื่อนร่วมทาง
เพราะเราไม่ได้มาคนเดียว..........นี่อาจจะเป็นเงื่อนไขแรกสำหรับผมในการเดินทางนี้
ด้วยความที่ทั้งชัน ทั้งโค้ง ทั้งขรุขระ
พวกเราปั่นอยู่บนสันเขาเกือบจะตลอดทาง
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้
ทั้งๆ ประมาณ 10 กว่ากิโล พวกเราก็น่าจะถึงที่พัก
แต่ไม่รู้ว่าต้องไปอีกนานแค่ไหน เพราะบางพื้นที่เราเคลื่อนที่ไปได้เร็วพอๆ กับการเดิน และยังต้องหยุดพักบ่อยๆ
ความเหนื่อยล้าทำให้ความคิดมากมายโฟ่ขึ้นมาในหัวผม
มันสับสนและวุ่นวายไปหมด
เชี่ยเมื่อไหร่กูจะถึง ยิ่งถึงช้ายิ่งไม่อยากอาบน้ำ
แล้วจะเอาแรงที่ไหนตักข้าวกิน
จะเป็นเหมือนเมื่อวานที่หลับคาจานข้าวป่าววะ ถ้าร้านค้าปิดหมดแล้วต้องแดกหญ้าหรือไง
คลื่นโทรศัพท์ก็ไม่มี
จนหากถามผมว่าตอนนั้นผมคิดอะไร
ผมก็คงจะตอบไม่ได้
เพราะมีเรื่องมากมายที่อยู่ในความคิด
และหาได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว
แต่เกี่ยวพันจนไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ผมรู้ดีว่าหากปล่อยให้ความคิดสับสนพลุ่งพล่านอยู่หัวต่อเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
อีกไม่นานผมคงขี่จักรยานต่อไปอีกไม่ไหว
.
.
.
ผมพยายามไม่คิดอะไร
คิดอยู่อย่างเดียวคือควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ
สักพักความคิดที่เคยมีมากมายก็ค่อยๆ หายไป
เหลือเพียงผม และจักรยาน
เมื่อควบคุมลมหายใจได้
ร่างกายและจิตใจก็เริ่มประสานกันเป็นหนึ่ง
ผมรู้ทันทีว่าสิ่งต่อไปที่ต้องทำคือ
การทำตัวเป็นหนึ่งเดียวกับจักรยาน
เป็นหนึ่งเดียวกันจนแยกกันไม่ออก
ราวกับว่ามันเป็นอวัยวะหนึ่งของเรา
.
..
ปรมาจารย์เอี้ยก้วย ฝึกวิชาด้วยศาสตราวุธมากมาย
สุดท้ายใช้เพียงกิ่งไผ่
เพราะสิ่งสำคัญคือการเป็นหนึ่งเดียวกับอาวุธ
ซึ่งก็สอดคล้องกับคำกล่าวของ ผู้เฒ่าแซซุน ระหว่างการเผชิญหน้าของสองผู้ยิ่งใหญ่ (ลี้คิมฮวง และเซี่ยงกัวกิมฮ้ง)
.
.
ในที่สุด มือเซี่ยงกัวกิมฮ้งก็ถูกชักออกมาจากแขนเสื้อ
เป็นมือเปล่า !
ลี้คิมฮวงกล่าว
ห่วงของท่านเล่า ?
.
.
.
ในมือไร้ห่วง ในใจมีห่วง
นี่คือจุดสุดยอดแห่งวิชาบู๊แล้ว
นี่เป็นระดับเทพยดาแล้ว !
ผู้อื่นไม่เข้าใจ ลี้คิมฮวงเข้าใจกระจ่าง !
.
.
.
ทันใดนั้นมีเสียงกล่าวขึ้น
ที่พวกมันจะต่อสู้ เนื่องเพราะมันความจริงไม่รู้แก่นแท้ของหลักวิชาบู๊เลย
.
.
.
สุดยอดวิชาบู๊ที่แท้จริง จะต้องสามารถเลิศพิสดารปานปาฏิหาริย์ ถึงระดับไร้ห่วงไร้เรา
ลืมห่วงไปสิ้น นั่นจึงจะบรรลุทุกสรรพสิ่ง ทำลายในทุกสรรพสิ่งได้
.
.
.
แต่นั่นก็หาใช่ที่สุด
เพราะการจะพิชิตยอดเขานั้น
หาใช่เพียงการเป็นหนึ่งกับจักรยาน
และหาใช่การใช้เพียงกำลังเพื่อไปให้ถึงที่หมาย
นอกจากจะต้องเป็นหนึ่งกับจักรยานแล้ว
ยังจะต้องเป็นหนึ่งกับธรรมชาติอีกด้วย
เพราะนั่น ก็คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เราเดินทางไปหามันมิใช่หรือ
ผมนึงถึงหนังเรื่อง Hero ที่ฉายบนรถทัวร์ในวันแรกที่เดินทางมา
กระบี่หัก มิได้เพียงมอบกระบี่เล่มนั้นให้แก่ ไร้นาม
ทว่าได้มอบตัวอักษรตัวหนึ่งฝากไปให้ จิ๋นซีอ๋องด้วย
ตัวอักษรนั้นเขียนว่า
ใต้หล้า
คำคำนี้เริ่มด้วยคำว่า คน
และในมือคนก็มี กระบี่
แต่เมื่อรวมเป็นคำว่าไต้หล้า กระบี่ในมือก็จะหายไป
เพราะเมื่อเป็นปึกแผ่นแล้วใยจำเป็นต้องฆ่าฟันอีก
คน กระบี่ และแผ่นดิน จึงถูกหลอมรวมเป็นหนึ่ง................ไม่มีคน ไม่มีกระบี่
.
..
.
การปั่น (คลาน?) อยู่เพียงลำพังทำให้ผมสามารถให้ความสนใจกับธรรมชาติรอบตัวได้มากขึ้น
ความคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติค่อยๆ ละลายไปขณะที่ผมกำลังจะถึงจุดที่สูงที่สุดบนดอยนั้น
เรามักได้ยินคำพูดให้กำลังใจ (หลอกให้ทะเยอทะยาน?) เช่น ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง หรือ จะต้องไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมรู้สึกสงสัยว่าความหมายที่แท้จริงนั้นคืออะไร และมันมีอะไรอยู่บนที่สูง (ความสำเร็จ?)
เพราะบนยอดเขาที่ผมเห็นนั้นอาจต่างออกไป

.
....................
......................................
สูงกว่าขุนเขายังมียอดหญ้า
สูงกว่ายอดหญ้ายังมีแผ่นฟ้า
ซึ่งหาได้ลอยเด่นดังวิมาน
หากแต่ตั้งอยู่บทแผ่นดินเช่นกัน
..............................................
.......................
........
จริงอยู่ที่เมื่อถึงผ่านจุดที่สูงที่สุดไปแล้ว
อีกด้านหนึ่งของเส้นทางก็ยังเป็นทางลาดชัน
แต่เป็นทางลาดที่นักที่สามารถผ่านไปได้โดยที่ไม่ต้องออกแรง
รสชาติของความสำเร็จอาจมิใช่การไปถึงแต่อาจเป็นการออกห่าง
ลงสู่จุดที่ต่ำที่สุด ต่ำเสมอจุดเริ่มต้น
ทว่ารสชาตินี้อาจเป็นรสขมสำหรับคนไม่น้อย
ย่อมนับผู้ที่กลัวความเร็ว
ย่อมนับผู้ที่ไม่ชำนาญรถ
ย่อมนับผู้ที่ไม่ชำนาญทาง (อันคดเคี้ยวและสูงชัน)
สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าความเป็นหนึ่งเดียวของ คน รถ และเส้นทางสามารถเปลี่ยนรถขมนี้ให้เป็นอื่นได้หรือไม่
ความจริงที่เอามาพูดเล่นคือ
มนุษย์บางจำพวกแบกจักรยานขึ้นเขาเพื่อปั่นลง
มนุษย์บางจำพวกปั่นจักรยานขึ้นเขาเพื่อแบกลง
ฟังดูตลกอนาถ แต่นั้นก็สะท้อนบางอย่างที่ตรงกันมิใช่หรือ?
คงปฏิเสธได้ยากหากจะกล่าวว่า ความสุขของแต่ละคนนั้นต่างกัน
วิธีแสวงหาและปริมาณที่ต้องการย่อมแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน
ทว่าสิ่งสำคัญคือ เรารู้จักตัวเองและสร้างสมดุลให้กับชีวิตได้ดีแค่ไหน
เซี่ยงกัวกิมฮ้งหน้าเครียดเย็นชา กล่าวเสียงกระด้าง
เหตุผลทุกคนต่างกล่าวได้ ปัญหาอยู่ที่ว่ามันสามารถกระทำได้หรือไม่ ?
edit @ 2006/04/02 22:03:36