ทุกคนคงจะคุ้นหูกับคำว่า ระบบการเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง หรือ ระบบการเรียนด้วยตัวเอง แต่จะมีสักกี่คนที่จะทราบดีว่าการนำระบบนี้มาใช้กับคนไทยนั้นมันเป็นความทรมานอันหาที่สุดมิได้ แม้ว่าจะไม่ใช่กับทุกคนก็ตาม
ปัจจุบันการเรียนการสอนดำน้ำทั่วโลกแทบจะถูกผูกขาดโดยองค์กรดำน้ำไม่กี่แห่ง ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนดำน้ำที่ไหนผู้เรียนก็จะได้รับการอบรมภายใต้มาตรฐานเดียวกัน (ถ้าครูแม่งไม่ขี้เกียจจนเกินไปนัก) เนื่องจากสถาบันเหล่านั้นมาจากประเทศตะวันตก ระบบการสอนจึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชาวยุโรป ชาวอเมริกัน และชาวเอเชียบางประเทศ อาจคุ้นเคยกับระบบการศึกษาที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ผู้สอน และรวมถึงระบบที่มุ่งเป้าหมายไปที่ วัตถุประสงค์ และมีสื่อการสอนเป็นศูนย์กลาง หมายความว่านักเรียนจะต้องนำสื่อการสอน อันได้แก่ หนังสือ และซีดีไปศึกษาด้วยตัวเอง ส่วนผู้สอนก็จะมีหน้าที่ตรวจสอบให้พบว่าผู้เรียนยังบกพร่องในเรื่องใด โดยการให้ทำแบบทดสอบในหัวข้อต่างๆ และอธิบายในสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจ ผู้เรียนจะสอบผ่านเมื่อสามารถปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ได้
ซึ่งในยุทธจักรดำน้ำเรียกการสอนรูปแบบนี้ว่า การสอนตามอาการ (Prescriptive Teaching) ถ้านักเรียนเข้าใจดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องสอนให้เมื่อยตุ้ม แล้วเรียนก็ไม่ต้องมาทนฟังบรรยายในสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แล้ว ส่วนคนที่ชอบอ่านหนังสือแต่หน้าปก ก็จะต้องมาถูกผู้สอนล้างแค้น ด้วยการจับมานั่งฟังบรรยายอันแสนสนุก
ที่ระบบมันอย่างนั้นก็เนื่องจากเหตุผลหลัก ๒ ประการ
ประการแรก
ในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอากาศหนาวเย็น มีนักเรียนดำน้ำจำนวนไม่น้อยที่เป็นมนุษย์เงินเดือน คนเหล่านี้มีเวลาว่างไม่มาก และค่าจ้างครูมาบรรยายมีราคาแพง การเรียนดำน้ำจึงต้องทำด้วยตัวเองเป็นหลัก เมื่อไปที่ร้านดำน้ำลูกค้าก็จะได้รับหนังสือ และซีดี เพื่อมาดูที่บ้าน เมื่อดูจบแล้วก็มีหน้าที่ตอบแบบฝึกหัดทบทวนในหนังสือ แล้วนำมาส่งครูในวันที่นัดหมาย ส่วนครูก็มีหน้าที่เฉลยและตอบข้อสงสัยต่างๆ
ส่วนในอนาคต (ปัจจุบันเริ่มใช้ในบางแห่งแล้ว) ในการเรียนภาคทฤษฎีนักเรียนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบผู้สอนที่ศูนย์ดำน้ำเลย ผู้สอนสามารถให้คำแนะนำแบบออนไลน์ได้ ซึ่งจะเป็นการประหยัดเวลาสำหรับพวกมนุษย์เงินเดือนได้มากยิ่งขึ้น
ประการที่สอง
คนที่มาเรียนดำน้ำก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่มาเที่ยวทะเล คือมาพักผ่อน พวกเขาต้องการมีเวลาส่วนตัวให้มากที่สุด การนั่งฟังบรรยายคือความทรมานในวันหยุดอย่างหนึ่ง ดังนั้นครูที่เห็นอกเห็นใจนักเรียน ควรจะรีบให้หนังสือแล้วไล่พวกเขาไปไกลๆ ให้เร็วที่สุด
จากประสบการเป็นครูมาหลายปีพบว่า ยิ่งให้นักเรียนมีเวลาว่างมากเท่าไหร่ เมื่อพวกเขากลับเข้าห้องหรือทำการฝึกในน้ำ พวกเขาก็จะมีความสด (ความถึกทนต่อการเรียน) และความสนใจมากขึ้นเท่านั้น
............................................
นักเรียนต่างชาติส่วนมากจะชอบกับการเรียนในรูปแบบนี้.........ก็แน่ละสิ ทำโดยฝรั่ง เพื่อฝรั่งทั้งผู้เรียนและผู้สอน
นักเรียนของผมหลายคนออกปากชมวิธีการสอนแบบนี้ว่า ง่าย เป็นระบบ และประหยัดเวลา เพราะเพียงแค่ ๔ วันก็จบหลักสูตรแล้ว หากเทียบกับสมัยก่อนนักดำน้ำน้องเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติในสระเป็นหลายเดือน กว่าจะได้ลงทะเลจริงๆ ประมาณว่ากว่าจะได้ก็หายอยากแล้ว
การดำน้ำก็เหมือนกับการขี่จักรยานนั่นแหละ เราขี่จักรยานเป็นเมื่อเราเอาตูดนั่งบนอานและปั่นไป ไม่ใช่อ่านหนังสือจักรยานแล้วจะขี่ได้
กลับเข้าเรื่องของเราต่อ
ทำไมผมถึงยืนยันว่าระบบนี้โคตรยากสำหรับคนไทย ทั้งผู้เรียนและผู้สอน
เพราะจากประสบการณ์ผ่านมาได้พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่า ระบบการเรียนด้วยตนเอง ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเรียนของไทย อันนี้ผมหมายถึงคนไทยโดยทั่วไปนะครับ ไม่รวมเด็กในยุคปัจจุบันเพราะพวกเขาอาจกำลังสร้างความคุ้นเคยกับการศึกษาในลักษณะนี้อยู่
คนไทยชินกับการเรียนที่ครูมีหน้าที่ป้อนแล้วนักเรียนเป็นผู้รับ คนสอนแม่งก็แพ่มอย่างเดียว ส่วนคนเรียนก็จดอย่างเดียว ห้ามถียงห้ามถาม จากนั้นก็กลับไปท่องเฉพาะสิ่งที่ครูพูดในห้อง ดังนั้นพัฒนาการด้านการค้นคว้าจึงถูกจำกัดไว้ตั้งแต่เล็ก และคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าหนังสือแม่งเล่มเบ้อเริ่ม ไม่รู้จะเริ่มอ่านตรงไหนดี ทั้งที่แต่ละบทก็เขียนเอาไว้ชัดเจนที่หน้าแรกว่าวัตถุประสงค์การเรียนคืออะไร แล้วก็ยังมีคำถามทบทวนเพื่อให้ผู้เรียนทราบว่าตนเองมีความเข้าใจอยู่มากน้อยเพียงใด
ดังนั้นนักเรียนหลายคนจึงเอ๋อแดก เมื่อให้หนังสือไปอ่านแล้วบอกให้ตอบคำถามมาส่งผมในวันรุ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นสื่อการสอนภาษาไทยมีเฉพาะหลักสูตรเปิดซิงโลกบาดาล (Open Water Diver) ถ้าหากต้องสอนหลักสูตรที่นอกเหนือไปจากนี้ก็คงจะทุลักทุเลไม่น้อย
จริงๆ แล้วไอ้เรื่องไม่มีสื่อนี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเซ็งเท่าไหร่หากเทียวกับมีสื่อแล้ว แต่ไม่เสือกเอาไปอ่าน
จะว่าเหนื่อยหรือว่าจะต้องไปทำเรื่องอย่างว่ามันก็ฟังไม่ขึ้น เพราะผมเชื่อว่าฟวกฝรังก็ต้องทำเรื่องพวกนี้เหมือนกัน
ถึงจะแตกต่างกันที่ขนาดแต่นั่นก็หาใช่สิ่งสำคัญ สิ่งหาไม่ค่อยหาได้จากคนไทยคือ
วินัย
คำนี้
ไม่ใช่การยืนเป็นแถวตรง แต่คือการไปยืนต่อท้ายแถวเพื่อรอรับบริการ
ไม่ใช่ซ้ายหัน ขวาหัน แต่คือการหันไมมองรอบๆ ตัวว่าสิ่งที่เราทำนั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นหรือไม่
วินัยไม่ใช่ตำรวจ ทหาร แต่คือความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น
แค่นี้ยังทำไม่ได้แล้วจะทำการใหญ่ได้อย่างไร
อย่าว่าแต่นักเรียนระดับ Open Water เลย คนที่จะมาสอบเป็นครูหลายคนก็ไม่ต่างจากนี้เท่าไหร่ คือขาดความรับผิดชอบต่อตัวเอง
จริงอยู่ที่การเรียนในระดับสูง สื่อการสอนจัดว่าเป็นอุปสรรคเป็นอย่างมาก แต่ผมแทบจะไม่เคยเห็นนักเรียนคนไทยเอาสิ่งที่เรียนกลับไปทบทวนหรือมาเรียนด้วยความพร้อมเลย เช่นให้หัวข้อไปบรรยายเมื่อวานแต่เช้าวันรุ่งขึ้นก็ยังไม่ได้เริ่มอะไรทำเลย ก็จึงไม่แปลกอะไรที่คนไทยจะสอบครูสอนดำน้ำตกมากกว่าฝรั่ง
ผมก็มีนิสัยบ้าอย่างหนึ่งคือ เกลียดคนขี้อ้าง ในเรื่องนี้ก็คือ อ้างว่าอ่านคู่มือสอบครูไม่รู้เรื่อง ซึ่งผมก็เลยแปลมันทั้งเล่มเลย นักเรียนที่รักของผมจะได้อ้างไม่ขึ้น
ความตั้งใจของผมในปีนี้คือ จะทยอยตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการดำน้ำ ลงในบล็อกให้มากที่สุดจะได้เป็นแหล่งอ้างอิงให้กับผู้สนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ๕ ๕ ๕ ส่วนปัญหาเรื่องความไม่มีวินัยนั้นก็ตัวใครตัวมันละกัน
edit @ 2006/03/03 23:48:32
ปัจจุบันการเรียนการสอนดำน้ำทั่วโลกแทบจะถูกผูกขาดโดยองค์กรดำน้ำไม่กี่แห่ง ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนดำน้ำที่ไหนผู้เรียนก็จะได้รับการอบรมภายใต้มาตรฐานเดียวกัน (ถ้าครูแม่งไม่ขี้เกียจจนเกินไปนัก) เนื่องจากสถาบันเหล่านั้นมาจากประเทศตะวันตก ระบบการสอนจึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชาวยุโรป ชาวอเมริกัน และชาวเอเชียบางประเทศ อาจคุ้นเคยกับระบบการศึกษาที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ผู้สอน และรวมถึงระบบที่มุ่งเป้าหมายไปที่ วัตถุประสงค์ และมีสื่อการสอนเป็นศูนย์กลาง หมายความว่านักเรียนจะต้องนำสื่อการสอน อันได้แก่ หนังสือ และซีดีไปศึกษาด้วยตัวเอง ส่วนผู้สอนก็จะมีหน้าที่ตรวจสอบให้พบว่าผู้เรียนยังบกพร่องในเรื่องใด โดยการให้ทำแบบทดสอบในหัวข้อต่างๆ และอธิบายในสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจ ผู้เรียนจะสอบผ่านเมื่อสามารถปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ได้
ซึ่งในยุทธจักรดำน้ำเรียกการสอนรูปแบบนี้ว่า การสอนตามอาการ (Prescriptive Teaching) ถ้านักเรียนเข้าใจดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องสอนให้เมื่อยตุ้ม แล้วเรียนก็ไม่ต้องมาทนฟังบรรยายในสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แล้ว ส่วนคนที่ชอบอ่านหนังสือแต่หน้าปก ก็จะต้องมาถูกผู้สอนล้างแค้น ด้วยการจับมานั่งฟังบรรยายอันแสนสนุก
ที่ระบบมันอย่างนั้นก็เนื่องจากเหตุผลหลัก ๒ ประการ
ประการแรก
ในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอากาศหนาวเย็น มีนักเรียนดำน้ำจำนวนไม่น้อยที่เป็นมนุษย์เงินเดือน คนเหล่านี้มีเวลาว่างไม่มาก และค่าจ้างครูมาบรรยายมีราคาแพง การเรียนดำน้ำจึงต้องทำด้วยตัวเองเป็นหลัก เมื่อไปที่ร้านดำน้ำลูกค้าก็จะได้รับหนังสือ และซีดี เพื่อมาดูที่บ้าน เมื่อดูจบแล้วก็มีหน้าที่ตอบแบบฝึกหัดทบทวนในหนังสือ แล้วนำมาส่งครูในวันที่นัดหมาย ส่วนครูก็มีหน้าที่เฉลยและตอบข้อสงสัยต่างๆ
ส่วนในอนาคต (ปัจจุบันเริ่มใช้ในบางแห่งแล้ว) ในการเรียนภาคทฤษฎีนักเรียนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบผู้สอนที่ศูนย์ดำน้ำเลย ผู้สอนสามารถให้คำแนะนำแบบออนไลน์ได้ ซึ่งจะเป็นการประหยัดเวลาสำหรับพวกมนุษย์เงินเดือนได้มากยิ่งขึ้น
ประการที่สอง
คนที่มาเรียนดำน้ำก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่มาเที่ยวทะเล คือมาพักผ่อน พวกเขาต้องการมีเวลาส่วนตัวให้มากที่สุด การนั่งฟังบรรยายคือความทรมานในวันหยุดอย่างหนึ่ง ดังนั้นครูที่เห็นอกเห็นใจนักเรียน ควรจะรีบให้หนังสือแล้วไล่พวกเขาไปไกลๆ ให้เร็วที่สุด
จากประสบการเป็นครูมาหลายปีพบว่า ยิ่งให้นักเรียนมีเวลาว่างมากเท่าไหร่ เมื่อพวกเขากลับเข้าห้องหรือทำการฝึกในน้ำ พวกเขาก็จะมีความสด (ความถึกทนต่อการเรียน) และความสนใจมากขึ้นเท่านั้น
............................................
นักเรียนต่างชาติส่วนมากจะชอบกับการเรียนในรูปแบบนี้.........ก็แน่ละสิ ทำโดยฝรั่ง เพื่อฝรั่งทั้งผู้เรียนและผู้สอน
นักเรียนของผมหลายคนออกปากชมวิธีการสอนแบบนี้ว่า ง่าย เป็นระบบ และประหยัดเวลา เพราะเพียงแค่ ๔ วันก็จบหลักสูตรแล้ว หากเทียบกับสมัยก่อนนักดำน้ำน้องเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติในสระเป็นหลายเดือน กว่าจะได้ลงทะเลจริงๆ ประมาณว่ากว่าจะได้ก็หายอยากแล้ว
การดำน้ำก็เหมือนกับการขี่จักรยานนั่นแหละ เราขี่จักรยานเป็นเมื่อเราเอาตูดนั่งบนอานและปั่นไป ไม่ใช่อ่านหนังสือจักรยานแล้วจะขี่ได้
กลับเข้าเรื่องของเราต่อ
ทำไมผมถึงยืนยันว่าระบบนี้โคตรยากสำหรับคนไทย ทั้งผู้เรียนและผู้สอน
เพราะจากประสบการณ์ผ่านมาได้พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่า ระบบการเรียนด้วยตนเอง ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเรียนของไทย อันนี้ผมหมายถึงคนไทยโดยทั่วไปนะครับ ไม่รวมเด็กในยุคปัจจุบันเพราะพวกเขาอาจกำลังสร้างความคุ้นเคยกับการศึกษาในลักษณะนี้อยู่
คนไทยชินกับการเรียนที่ครูมีหน้าที่ป้อนแล้วนักเรียนเป็นผู้รับ คนสอนแม่งก็แพ่มอย่างเดียว ส่วนคนเรียนก็จดอย่างเดียว ห้ามถียงห้ามถาม จากนั้นก็กลับไปท่องเฉพาะสิ่งที่ครูพูดในห้อง ดังนั้นพัฒนาการด้านการค้นคว้าจึงถูกจำกัดไว้ตั้งแต่เล็ก และคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าหนังสือแม่งเล่มเบ้อเริ่ม ไม่รู้จะเริ่มอ่านตรงไหนดี ทั้งที่แต่ละบทก็เขียนเอาไว้ชัดเจนที่หน้าแรกว่าวัตถุประสงค์การเรียนคืออะไร แล้วก็ยังมีคำถามทบทวนเพื่อให้ผู้เรียนทราบว่าตนเองมีความเข้าใจอยู่มากน้อยเพียงใด
ดังนั้นนักเรียนหลายคนจึงเอ๋อแดก เมื่อให้หนังสือไปอ่านแล้วบอกให้ตอบคำถามมาส่งผมในวันรุ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นสื่อการสอนภาษาไทยมีเฉพาะหลักสูตรเปิดซิงโลกบาดาล (Open Water Diver) ถ้าหากต้องสอนหลักสูตรที่นอกเหนือไปจากนี้ก็คงจะทุลักทุเลไม่น้อย
จริงๆ แล้วไอ้เรื่องไม่มีสื่อนี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเซ็งเท่าไหร่หากเทียวกับมีสื่อแล้ว แต่ไม่เสือกเอาไปอ่าน
จะว่าเหนื่อยหรือว่าจะต้องไปทำเรื่องอย่างว่ามันก็ฟังไม่ขึ้น เพราะผมเชื่อว่าฟวกฝรังก็ต้องทำเรื่องพวกนี้เหมือนกัน
ถึงจะแตกต่างกันที่ขนาดแต่นั่นก็หาใช่สิ่งสำคัญ สิ่งหาไม่ค่อยหาได้จากคนไทยคือ
วินัย
คำนี้
ไม่ใช่การยืนเป็นแถวตรง แต่คือการไปยืนต่อท้ายแถวเพื่อรอรับบริการ
ไม่ใช่ซ้ายหัน ขวาหัน แต่คือการหันไมมองรอบๆ ตัวว่าสิ่งที่เราทำนั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นหรือไม่
วินัยไม่ใช่ตำรวจ ทหาร แต่คือความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น
แค่นี้ยังทำไม่ได้แล้วจะทำการใหญ่ได้อย่างไร
อย่าว่าแต่นักเรียนระดับ Open Water เลย คนที่จะมาสอบเป็นครูหลายคนก็ไม่ต่างจากนี้เท่าไหร่ คือขาดความรับผิดชอบต่อตัวเอง
จริงอยู่ที่การเรียนในระดับสูง สื่อการสอนจัดว่าเป็นอุปสรรคเป็นอย่างมาก แต่ผมแทบจะไม่เคยเห็นนักเรียนคนไทยเอาสิ่งที่เรียนกลับไปทบทวนหรือมาเรียนด้วยความพร้อมเลย เช่นให้หัวข้อไปบรรยายเมื่อวานแต่เช้าวันรุ่งขึ้นก็ยังไม่ได้เริ่มอะไรทำเลย ก็จึงไม่แปลกอะไรที่คนไทยจะสอบครูสอนดำน้ำตกมากกว่าฝรั่ง
ผมก็มีนิสัยบ้าอย่างหนึ่งคือ เกลียดคนขี้อ้าง ในเรื่องนี้ก็คือ อ้างว่าอ่านคู่มือสอบครูไม่รู้เรื่อง ซึ่งผมก็เลยแปลมันทั้งเล่มเลย นักเรียนที่รักของผมจะได้อ้างไม่ขึ้น
ความตั้งใจของผมในปีนี้คือ จะทยอยตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการดำน้ำ ลงในบล็อกให้มากที่สุดจะได้เป็นแหล่งอ้างอิงให้กับผู้สนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ๕ ๕ ๕ ส่วนปัญหาเรื่องความไม่มีวินัยนั้นก็ตัวใครตัวมันละกัน
edit @ 2006/03/03 23:48:32
คงไม่ ม้าง เรา ออกจะ ขยัน ตั้งใจ โนอ้าง ...แฮะๆๆๆๆ...
แล้วงานหนูจะเจ้อไหมนิ