2009/Apr/25

18/10/08 จุดเริ่มต้น

 

ใกล้เที่ยงคืน

 

ทันทีที่การเจรจาสิ้นสุดผมหมุนแฮนด์เข้าหาตัวถังแล้วมัดล้อหน้าให้อยู่กับที่ จักรยานถูกวางลงอย่างเบาที่สุดราวกับนักมวยกำลังขึ้นตาชั่งก่อนหมายเลข 22 จะปรากฏบนหน้าจอ ซึ่งเกินพิกัดอยู่ 2 กิโล

 

ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องเสียงค่าระวาง เจ้าหน้าที่ check in ชี้แจงแต่ต้องเอาจักรยานขี้นรางตรงนี้ไม่ได้ ต้องเอาไปที่ baggage over size นะคะ

 

ผมแอบยิ้มในใจ พร้อมบอกลาพ่อและพี่ชายที่มาส่ง

.

.

.

แต่ไม่บ่อยครั้งที่โชคดีอยู่ข้างเรา

.

.

.

 

หลังจากที่เสือกโง่เสียเวลาไปเข้าแถว Foreign Passport อยู่นาน ผมเดินตรงไปที่จุดพักผู้โดยสารและนำสัมภาระติดตัวเข้าเครื่องเข้าสแกน   

ขวดนี้เอาขึ้นเครื่องไม่ได้นะครับเจ้าหน้าที่หนุ่มกล่าวก่อนที่โลชันกันแดดของผมจะย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ในถังขยะ 

 

ไอ้ห่าแม่งโง่สัตว์ ผมสบถกับตัวเอง เพราะทั้ง ๆ ที่รู้ข้อบังคับนี้อยู่แล้วแต่ยังพลาด โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตรวจไม่ละเอียดขวด moisturizer สุดรักจึงไม่ถูกพรากไปจากผม

 

เพราะเป็นคนหน้าหวาน (ขม) เจ้าหน้าที่อีกคนขอค้นกระเป๋าใบเดิม (อีกแล้ว) ที่ทางเข้าจุดพักผู้โดยสารด่านสุดท้าย แม้ว่าเธอจะหน้าตางั้น ๆ แต่ก็ทำผมเสียว

 

กระเป๋าผมปิดลงทันทีที่ถูกเปิด สงสัยรองเท้าจะเหม็นเจ๊แกเลยรีบปล่อยผมไป moisturizer สุดรักจึงไม่ถูกพรากไปจากผม ^ ^ V

 

เครื่องออกในเวลา 0:00 นาฬิกา

 

ผมแปลกใจกับตัวเองที่ทำไมถึงไม่รู้สึกตื่นเต้น ทั้ง ๆ ที่นี่จะเป็นการปั่นจักรยานทางไกลคนเดียวเป็นครั้งแรก.....ชักจะเริ่มเสียดายตัง

 

 19/10/08 ช่วงต่อ

.

.

.

สนามบินที่ Sydney ใหญ่มากถึงมาก และอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อให้เครื่องบินแอร์บัส (รุ่นมีดอีโต้) เข้าจอดได้ จึงทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากเกิดความสับสน ซึ่งแน่นอนผมย่อมเป็นหนึ่งในนั้น แต่ด้วยความเป็นมิตรของเจ้าหน้าที่ทุกอย่างจึงกลายเป็นเรื่องง่าย (ถ้าฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง) ซึ่งต่างกับเจ้าหน้าที่ในประเทศที่เรียกตัวเองว่าดินแดนแห่งรอยยิ้มโดยสิ้นเชิง

 

ช่วงเวลาต่อเครื่องค่อนข้างนานผมจึงไปแลกเหรียญเพื่อมาเล่นเน็ทก่อนเพื่อบุคทัวร์ไปเที่ยว Milford Sound dจะรู้ในภายหลังว่ามีบริการเน็ทฟรีอยู่ใกล้ ๆ (ฉลาดอีกแล้ว)

ผมไปถึง Christchurch ราวเที่ยงคืน ด้วยความที่กลัวว่าจะนั่งเครื่องไม่คุ้มจึงคลานออกมาจากเครื่องเป็นคนสุดท้าย ไม่เข้าใจว่าคนส่วนมากจะรีบไปไหน ลุกขึ้นมาแล้วก็ต้องมายืนถือกระเป๋าหนัก ๆ เบียดกันออกจากเครื่อง แล้วก็ต้องมายืนคอย (ห้วย) รอกระเป๋าตรงสายพานอยู่ดี และเนื่องจากผมจะต้องรออีกประมาน 7 ชั่วโมงเพื่อขึ้นเครื่องไป Queenstown จึงเป็นเรื่องไม่ฉลาดนักที่จะรีบไปรอ

 

หลังจากที่รับจักรยานและสัมภาระทั้งหมดแล้ว ผมถือ Incoming Passenger Card ไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ในเอกสารในนั้นจะถามว่าเรานำอะไรเข้ามาในประเทศของเขาบ้าง และมีของที่เป็นต้องขอตรวจ เช่น อาหารสด ผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ อุปกรณ์เดินป่า (ของใช้งานที่สัมผัสกับดิน) จักรยาน รองเท้าเดินป่า เป็นต้น เพราะของดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-security) กล่าวคือหากมีหนอนติดมากับเต็นท์ที่เรานำมา ตัวหนอนเองอาจเป็นพาหะนำโรคติดต่อ หรืออาจขยายพันธุ์และสร้างความเสียหายให้กับผลิตผลทางเกษตรหรือระบบนิเวศน์ของเขาได้ ด้วยเหตุนี้ผู้โดยสารขาเข้าทุกคนจะได้รับ Incoming Passenger Card เพื่อระบุให้เจ้าหน้าที่ทราบว่านำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาด้วยหรือไม่ และหากพบว่าแจ้งข้อมูลเท็จจะถูกปรับทันที 200 เหรียญ

 

คนไทยมักชอบบอกกันว่าให้กรอกช่อง No อย่างเดียวจะได้ไม่ต้องโดนตรวจ ซึ่งเป็นความเชื่อที่โง่มากถึงมากที่สุด ด้วยหากทำเช่นนั้นเจ้าหน้าที่จะให้ความสนใจกับคุณมากเป็นพิเศษ แต่หากว่าคุณกรอกว่า Yes เจ้าหน้าที่ก็จะถามว่าเอาอะไรมาถ้าเห็นว่าไม่มีปัญหาก็จะให้คุณผ่านโดยไม่ตรวจกระเป๋าให้เสียเวลา

 

ส่วนผมซึ่งแบกจักรยานหราขนาดนั้นหากกรอกว่า Yes คนแถวบ้านก็คงจะเรียกไปทำนา ด้วยความที่เป็นการเดินทางแบบนกขมิ้น (ค่ำไหนก็นอนกับคนแถวนั้น) ผมจึงพกเต๊นท์และของกินมาด้วย เพราะฉะนั้นจึงกรอก Yes เกือบทุกช่อง เพื่อนของผมเล่าให้ฟังทีหลังว่าปัญหาทีมักพบบ่อยคือ ผู้โดยสารบางคนเก็บ apple ที่แจกบนเครื่องลงมาด้วยแต่ดันเสือกลืมกรอก Declare ทำให้มีคนถูกปรับอยู่เป็นประจำ

 

โชคดีที่ผมล้างรถตั้งแต่อยู่เมืองไทยจึงไม่มีคราบดินติดมาด้วยทำให้ผ่านฉลุย ส่วนเต็นท์นั้นสะอาดอยู่แล้วเพราะเช็ดและตากก่อนเก็บทุกครั้งจึงไม่มีปัญหา เจ้าหน้าที่จึงขอเพียงสมอบกไปฆ่าเชื้อโรค ของกินไม่มีปัญหาเพราะยังอยู่ในซองไม่มีรอยแกะ

 

ออกจากด่านอรหันต์ผมต้องรอจนถึงเช้าเพื่อเครื่องอีกครั้งไปยัง Queenstown แต่ตอนนั้น Check in ยังไม่เปิดผมจึงได้แต่นอนรอ

 

ใกล้ประตูทางออก Backpackers (นักท่องเที่ยวขาลุย แต่พกถุง) นอนเรียงกันป็นตับเพื่อรอการเดินทางในวันรุ่งขึ้น ผมทำตัวเป็นหนึ่งในนั้น อากาศเย็นลงเรื่อย ๆ ทำให้ผมได้ฤกษ์ประเดิมถุงนอนใบใหม่สุดอลังการที่ Messenger มาส่งให้เกือบไม่ทัน 0_O”

 

 


 

 

 

……………………….

………………

……..

..

.

.

.

.

20/10/08 – Ready to roll!!

.

.

.

……..

………………

……………………….

 

 

ตื่นมาด้วยความเบลอ ๆ ด้วยอาการเมาขี้ตาผสม Jet lack ผมยัดถุงนอนลงกระเป๋าแล้วเดินไปถามเจ้าหน้าที่สนามบินว่าจะต้องไปขึ้นเครื่องที่ประตูไหน

 

“You just go over there and you will see chicken on your right”.  (คุณก็เดินไปทางด้านโน้นแล้วก็จะเห็นไก่อยู่ทางขวามือ)

 

Chicken เชี่ยไรวะ?”  ผมนึกในใจ แต่แกล้งทำเนียนว่าเข้าใจแล้วเดินไปตามทางที่ป้าแกบอก แล้วปัญญาจึงเกิดว่าไอ้ Chicken นั้นก็คือ Check in นั่นเอง......T T

 

ผมขำไม่ออก เป็นตลกร้ายที่เมื่อสิบปีก่อนผมเพิ่งจะคุยกับฝรั่งรู้เรื่องตอนที่แม่ส่งผมมาเรียนภาษาอังกฤษที่ New Zealand แต่ตอนนี้ผมฟังคนที่นี่พูดไม่รู้เรื่อง

 

ความมึนส์ยังไม่ทันหายความซวยก็เข้ามาแทรก เจ้าหน้าที่ Chicken เอ้ย Check in ไม่อนุญาติให้ผมขึ้นเครื่องโดยแจ้งว่าเครื่องจะออกแล้ว และผมมายืนยันตั๋วช้าเกินไป

.

.

.

สรุปว่าตกเครื่องตั้งแต่วันแรก!!

.

.

.

เรื่องสำเนียง Kiwi อาจเป็นตลกร้าย แต่เรื่องตกเครื่องเป็นเรื่องตลกไม่ออก แต่ใครกันเล่าที่แม่งจะซวยได้ตลอดชาติ ขอบคุณประสบการณ์หนึ่งปีกับการเป็นผู้จัดการที่จะต้องต่อสู้กับลูกค้า (นรก) จนทำให้ผมรู้สึกชินชากับปัญหา (ตายด้าน?) ถ้าเป็นตอนเด็ก ๆ ผมคงกลัวจนทำอะไรไม่ถูก

 อีกไม่นานพนักงาน Air New Zealand เลื่อนตั๋วผมให้ไปอยู่ในเที่ยวถัดไปโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แถมยังพูดขำ ๆ ว่าวิวจากข้างบนสวยมากแต่ที่นั่งริมหน้าต่างหมดแล้ว

เกือบจะต้องเสียตังค่าระวางจักรยานเพราะเป็นของ Oversized แต่พอบอกว่าเช็คอินมาจากเมืองไทย แล้วตอนที่บินกับ Air NZ เที่ยวเมื่อคืนก็ไม่ได้เสียค่าระวาง เจ้าหน้าที่ก็เลยละเว้นค่าธรรมเนียมให้ผม

 

Ready to roll ทันทีที่ถึง Queenstown แม้ว่าจะช้ากว่ากำหนดชั่วโมงเศษ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะวันนี้ผมแค่ปั่นเที่ยวในเมืองเท่านั้น

 

ออกจากสนามบินไม่กี่นาทีผมเริ่มนึกถึงคาถาของเพื่อนักปั่นหัวทองว่าให้เอาถุงมือยาวมาด้วย แม่อากาศจะไม่เย็นเท่าไหร่แต่เวลาที่ขี่เร็ว ๆ ก็สะท้านไปทั้งนิ้วมือ...แล้วกูจะไปรอดไหมเนี่ย

 

ไม่ต้องสงสัยผมหยุดรถทันที่ที่เห็นร้านจักรยาน อุตส่าห์มาเกือบหมื่นกิโลหากไม่เวะดูร้านจักรยานก็คงจะแปลกพิลึก เสื้อจักรยานของนิวซีแลนด์สีเทาคาดขาวสวยมากถึงมากที่สุด ป้ายราคาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผมเริ่มแหยง แต่คำว่า Made in Thailand ทำให้เสื้อตัวนั้นเสด็จคืนราวทันที

 

ออกจากร้านด้วยถุงมือ Fox แบบเต็มมือและแว่นตากันแดด (แทนที่อันเก่าที่ป่านนี้ยังไม่รู้ว่าลืมไว้ที่บ้านหรือทำหล่นก่อนขึ้นเครื่อง) แว่นตากันแดดสำหรับจักรยานราคาแพงระยับผมจึงซื้อแว่นตาสำหรับตกปลาซึ่งใช้ได้ดีไม่แพ้กันและยังเป็นเลนส์ตัดแสงอีกด้วย

 

ถึงบ้านพักเยาวชน (YHA) ราวเที่ยงเศษแต่ยังเข้าห้องไม่ได้เพราะเวลา Chicken คือบ่าย 2 ด้วยความที่ YHA เป็นห้องพักแบบ Share facilities แม้ตัวผมกำลังจะเน่าแต่ก็สามารถอาบน้ำและใช้สาธารณูปโภคอื่น ๆ ได้ ที่นี่ลูกค้าสามารถจองทัวร์และกิจกรรมต่าง ๆได้หมด ซึ่งบริษัททัวร์มีบริการรับส่งที่นี่ด้วย ที Queenstown มีบ้านพักเยาวชนสองแห่งที่ city center กับที่ lake front ซึ่งเป็นบ้านพักราคาประหยัดระดับสี่ดาวกว่าทั้งคู่ ผมพักที่หลังเพราะต้องการนอนห้องเดียวกับเด็กญี่ปุ่นคนนั้นท่ามกลางการวิวทะเลสาป

สำหรับคนที่ต้องการจะโทรกลับประเทศแนะนำให้ซื้อซิมการ์ดของ Vodafone และให้ซื้อบัตรเติมเงินของ Buzz เพราะค่าโทรถูกและไม่ต้องเสีย Service charge คนที่นี่เรียกสั้น ๆ ว่า Surcharge ซึ่งทางเลือกนี้ถูกกว่าการขอเปิดใช้สัญญาณต่างประเทศ ชีวิตมักไม่ง่ายอย่างที่คิดที่ YHA ขายแต่บัตรเติมเงินไม่ขายซิมการ์ด เพราะฉะนั้นโทรศัพท์ของผมยังมีประโยชน์เพียงนาฬิกาปลุก

หากท่านคิดจะมาพักที่นี่ก็ควรจะสมัครเป็นสมาชิกที่ประเทศไทยก่อนเพราะจะทำให้ได้ส่วนลดค่าห้องคืนละสามเหรียญและได้ส่วนลดหากสั่งซื้อหนังสือ Lonely Planet (แต่ยังไม่ถูกเท่ากับซื้อหนังสือมือสองจากข้าวสาร) บัตรสมาชิกมีแบบรายปีและตลอดชีพซึ่งสามารถสมัครแบบออนไลน์ได้ที่ www.hithailand.org


 

Ready to roll อีกครั้งเมื่อตัวสะอาด (อาบน้ำเพื่อไปเลอะ) วันนี้อากาศดีมากถึงมากที่สุดท้องฟ้าไม่มีเมษแม้แต่ก้อนเดียว ดื่มด่ำกับบรรยากาศอยู่ครู่ใหญ่จึงคิดได้ว่าทิวทรรศน์อันงดงามนั้นกินไม่ได้ เสียงโครกครากในท้องทำให้ล้อหมุนไปที่ร้านอาหาร

 

@Thai

คงไม่ต้องบอกว่าที่นี่ขายอาหารประจำชาติไหน อาจดูเสียชาติเกิดซักนิดที่มาเมืองนอกแล้วเสือกกินอาหารไทย แต่เพราะเหตุใดผมจึงทำเช่นนั้น

 

จากประสบการณ์ทรมานในธุรกิจท่องเที่ยวทำให้ผมรู้ดีว่า ไม่ว่าเราจะทำการศึกษาข้อมูลท่องเที่ยวมาดีเพียงไรแต่นั้นก็ไม่อาจเทียบได้กับได้คุยกับคนในท้องที่ แล้วคงจะไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะเลือกคุยกับคนที่พูดภาษาเดียวกัน

 

อาหารและบรรยากาศที่อลังการสมคำล่ำลือในหนังสือ Lonely Planet ® (พื้นที่โฆษณา) ที่เขียนเอาไว้ว่าแบบออกนอกหน้าว่า “Must try” (ต้องลอง) ผัดไทเป็นผัดไท ไม่เหมือนกับอาหารแถวที่ทำงานที่มิอาจพบความแตกต่างระหว่าง ผัดไท ผัดซีอิ๊ว และก๋วยเตี๋ยวคั่วได้ นอกเหนือไปจากอาหารและบรรยากาศที่ดีผมได้ข้อมูลท่องเที่ยวดังที่ต้องการ

 

Skyline Gondola

มันคือรถกระเช้าที่พาขึ้นจุดชมวิวบนยอดเขา แต่ด้วยความที่ต้องการอารมณ์แบบป่า (เถื่อน?) และทำอะไรง่าย ๆไม่เป็น ผมจึงขึ้นไปบนจุดชมวิวด้วยการเดิน ซึ่งผมไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นปัญหาให้กับผมในภายหลัง ทางขึ้นไม่ชัน ชันมาก และ 4 x 4 ในบางช่วง และหากมองไปข้างทางก็จะเห็นทางวิบากที่ทำขึ้นสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ ผมได้มองอย่างน้ำลายหกในความอลังการของ Trail โดยเฉพาะช่วงที่เป็นไม้ระแนงตีเฉียงเพื่อรับการสาดโค้งแรง ๆ เมื่อปั่นลงจากเขา................ทำไมกูไม่เอาจักรยานขึ้นมาด้วย...T T

 

 

ทันทีที่ลงจากเขาล้อก็หมุนไปที่ Mediterranean market แต่กลับผิดหวังเพราะมันไม่ได้ต่างอะไรไปจาก Supermarket ดี ๆ บ้านเรา

 

กลับเข้าที่พักตอนหัวค่ำแต่ยังสว่างโคตรเพราะอยู่ใกล้ขั้วโลกใต้ ผมจอดจักรยานไว้ในตู้ด้านนอกของ YHA ที่ทำขึ้นเพื่อเก็บของโดยเฉพาะ ทั้งที่ง่วงแสนง่วงแต่ก็ต้องฝืนใจทำกับข้าว ขอบคุณคุณป้าข้าง ๆที่กรุณาช่วยเปิดเตาแก๊สให้เพราะทนความโง่ของผมไม่ไหว -/|\- เพราะต้องการพิสูจน์คุณภาพ New Zealand Beef ว่าสมคำเล่ารือเพียงใด ผมจึงโยนเนื้อลงกะทะแบบทื่อ ๆโดยไม่ใช้เทคนิคใด ๆ ทั้งสิ้น หยั่งกะจาพนม? (จริง ๆ แล้วหาเครื่องปรุงกับน้ำมันไม่เจอ) 

 

ผลออกมาดีกว่าที่คิด (เพราะคิดว่ามันจะแดกไม่ได้) อิ่มอร่อยมีความสุขหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน แม้สาวโต๊ะข้าง ๆ ชายตามองหลายครั้ง แต่คืนนั้นความง่วงเอาชนะความเงี่ยน

 

ผมหลับเป็นตายบนเตียงที่ใหญ่กว่าโลงศพเล็กน้อย

 

ต่อภาค 2

2009/Apr/25

21/10/08 – Milford sound อีกวันชิว ๆ ที่ไม่ต้องปั่น!!

ผมตื่นขึ้นมาด้วยเสียงจากโทรศัพท์มือถือที่ตอนนี้เป็นเพียงนาฬากาปลุก แล้วเดินมึน ๆ มาทำอาหารแบบเดียวกับเมื่อวานทุกประการ (ก็ซื้อมาแค่นั้นนี่หว่า) ไม่ทันจะหายง่วงรถบัสของ Kiwi Discovery ก็วิ่งมาเก็บผมที่หน้า YHA เพื่อไป Milford sound

นอกจากจะขับรถแล้วคนขับรถยังเป็นไกด์ไปในตัวสงสัยจริงว่าทำไมคนที่บ้านเราถึงทำแบบนี้ไม่ได้มั่ง ไกด์บรรยายว่า New Zealand เป็นเกาะที่อยู่โดยเดี่ยวมานานจึงทำให้มีระบบนิเวศน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และด้วยความที่ไม่มีสัตว์ป่า (แกะ, วัว, ม้า, กระต่าย มาทีหลัง) ทำให้นกที่นี่ไม่มีความจำเป็นในการบินและสูญเสียความสามารถนั้นไปในที่สุด เมื่อมีชาวเกาะอพยพเข้ามานกหลายชนิดที่บินไม่ได้จึงสูญพันธุ์ไปในที่สุดเพราะโดนจับแดกหมด (They said Maori eat em all!) ผมตั้งข้อสังเกตว่านกที่บินไม่ได้มักมีสีเข้มเพื่อพรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมบนพื้นดิน

 

ยิ่งเข้าใกล้ Milford sound ก็จะเห็นจำนวนลำธารมากขึ้นเรื่อย ๆ น้ำที่นี่ใสมากจนสามารถดื่มได้ คิดถึงแม่น้ำเจ้าพระยาพิลึก

 

รถแวะจอดถ่ายรูปหลายครั้ง แต่คนขับมักจะเรียกกลับขึ้นรถก่อนที่ผมจะพอใจกับผลงานเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปรกติของการเที่ยวทัวร์ซึ่งพามาเหยียบ ถ่ายรูปพอเป็นพิธี แล้วเรียกกลับขึ้นรถ

 

รถจอดที่ท่าเรือซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ เพื่อนผมบอกว่าอาคารนี้มีกลิ่น (สินบน) เพราะมันบังวิว Milford Sound เสียมิดจนทำให้คนทั่วไปที่ขับรถผ่านมองไม่เห็น หากจะเข้าไปดูก็ต้องเป็นลูกค้า  เรือที่ให้บริการถูกผูกขากโดยสองบริษัทยักษ์ใหญ่ คือ Real Journey กับอีกอันจำชื่อไม่ได้ (ลองหาดูจาก Lonely Planet) Real Journey ก็มีบริการรถบัสรับส่งจาก Queenstown ด้วยซึ่งรถหรูมากและที่นั่งเป็นแบบขั้นบั้นไดเหมือนโรงหนังเพื่อให้คนข้างหลังสามารถเห็นวิวได้เช่นเดียวกับคนข้างหน้า

 

ไม่รู้ว่าดูรูปก่อนมาเที่ยวมากเกินไปหรือไม่ หรือการทำงานหนักทำให้ผมเป็นคนตายด้าน การล่องเรือชม Milford sound จึงไม่ตื่นเต้นอย่างที่คิด (เสียดายตัง?)

 

ผมกลับเข้าที่พักด้วยความอ่อนเพลียจากการนั่งเฉย ๆ ทั้งวัน แบตกล้องถ่ายรูปก็ใกล้หมด ที่นี่ใช้กระแสไฟฟ้ากำลังพอ ๆ กับที่บ้านเรา แต่เสือกมีเต้ารับหน้าตาหลุดโลกมากถึงมากที่สุด...

 

ฉิบหาย ดึกป่านนี้จะซื้อ adapter ได้ที่ไหน ผมสบถกับตัวเองกูแบกกล้องและเลนส์ราคาเกินครึ่งแสนมาให้หนักจักรยานเล่น?

 

คิดอะไรไม่ออกจึงไปแปรงฟันเพื่อเตรียมตัวจะนอน เหลือไปข้างอ่างล้างหน้าไปเจอปลั๊กเสียบที่โกนหนวด ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นปลั๊กแบบเดียวกับที่ใช้ในบ้านเรา

 

ชายใดเมื่อมีโอกาสเสียบแล้วไม่เสียบ มันผู้นั้นมิใช่นับว่าโง่บัดซบอย่างยิ่งหรือ

.

.

.

และอุปกรณ์ราคากว่าครึ่งแสนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

ผมนอนได้อย่างสบายใจแต่ไม่ค่อยสบายกายเท่าไหร่เพราะเจ๊ที่เพิ่งเข้ามาพักเสือปิดเสือกนอนปิดหน้าต่าง.....กูหายใจไม่ออก

 

21/10/08 – ปัจจัยที่มองข้าม 1

ฝนพรมลงมาปรอย ๆ ระหว่างที่ผมกำลังติดกระเป๋ากับตะแกรงจักรยาน โชคดีที่เอา Ocean pack มาตามคำแนะนำของอาชัย (ขาปั่นต่างวัย) ผนจึงตัดความกังวงเรื่องกล้องเปียกได้ เส้นทางวันนี้ไกลที่สุดเท่าที่ผมเคยปั่นมาผมจึงไม่อาจรอให้ผนหยุดได้

 

อย่างน้อยก็ได้ ทดสอบเสื้อกันฝนตัวละเกือบสามพันละวะ...ผลิตเมืองไทย ๆ แท้ แต่เสือกขายที่ฝรั่งเศษ

 

ล้อหมุนออกจาก YHA ผ่านสู่ตัวเมือง และมุ่งหน้าไปทางตะวันออก แผนที่ในมือไม่ได้ช่วยห่าอะไรเท่าไหร่ ล้อและลิ้นจึงต้องทำงานควบคู่กันไปตลอดทาง

 

30 กม แรกผ่านไป ผมจึงจอดถามให้แน่ใจว่ามาถูกทางหรือไม่

 

“You are doing good! Keep going that way”.  (มาถูกทางแล้ว ก็ไปต่อเรื่อย ๆ นะแหละ) คนขุดถนนบอกกับผม

“Well, how far is it from here to Omarama”. (แล้วอีกไกลไหมกว่าจะถึงโอมารามา) ผมถามต่อ

“About 180 km”.

“For fuck sake”. ผมสบถในใจ

จากการคำนวนด้วยแผนที่ดาวเทียม 

http://maps.google.com/maps?f=d&source=embed&hl=en&geocode=&saddr=queenstown&daddr=omarama&sll=-44.914249,169.321289&sspn=1.770038,4.921875&ie=UTF8&ll=-44.77373,169.316135&spn=0.933956,2.460938&z=9

ระยะทางวันนี้จะต้องอยู่ประมาณ 180 กิโลเมตรเศษ ๆ ผมปั่นมาแล้ว 30 กิโลฯ เพราะฉะนั้นทางที่เหลือไม่น่าจะเกิน 150 กิโลเมตร

 

แล้วผมจะเชื่อใคร?

 

แผนที่ดาวเทียม หรือ คนทำถนน

 

150 กับ 180 กม อาจดูไม่ไกลกว่ากันเท่าไหร่ถ้าคุณขับรถ แต่นี่ผมกำลังขี่จักรยานซึ่งยิ่งไกลแรงยิ่งแผ่วราวกับลูกธนูที่ค่อย ๆ ตกลงพื้น

.

.

.

.

.

.

อากาศที่นี่เย็นแต่แห้ง ผมดื่มน้ำมากกว่าปรกติ ขอบคุณพนักงาน AJ Hacket (บันจี้จัมป์อันโด่งดังของนิวซีแลนด์) ที่กรุณาให้เข้าไปเติมน้ำในห้องพนักงานด้วยความเต็มใจ

 

ออกจาก Queenstown ก็จะเห็นความเป็นชนบทแบบกสิกรรมของนิวซีแลนด์ ร้านผลไม้ริมทาง ซึ่งติดป้ายโฆษณาสุดอลังการอย่างกะทางเข้าพิพิธพันธ์ว่า Damn good quality (คุณภาพดีเหี้ย ๆ) เห็นแล้วมิอาจอดใจได้ จึงต้องแวะดู คุยกับคนขายสักพักจึงรู้ว่าแกเคยมาเที่ยวเมืองไทยและมีประสบการณ์เหี้ย ๆกับ Taxi บ้านเราที่จ้างไปที่นึงแต่เสือกพาไปอีกที่นึง (วันที่ผมกำลังเขียนมหากาพย์เรื่องนี้ เพื่อนฝรั่งคนหนึ่งเพิ่งจะถูก Taxi หลอกด้วยเช่นกัน...อีกหนึ่งความภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย) ผมจากไปด้วย Strawberry (ป่า) หนึ่งกล่อง และคำคมที่เขียนอยู่หน้าร้านว่า

 

“It’s nice to be important, but it’s more important to be nice” (การเป็นคนสำคัญเป็นเรื่องที่ดี แต่การเป็นคนดีเป็นเป็นเรื่องสำคัญกว่า)

 

ผมควบม้านิลมังกรผ่าน Cromwell โดยไม่แวะเพราะยังหลอน ๆ กับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและเพื่อทำเวลา ออกจากเมืองไม่นานก็เลี้ยวซ้ายเพื่อมุ่งหน้าไปทางเหนือ ถนนเส้นนี้ขนานกับทะเลสาปซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ วันนั้นลมจัดมาก บนผิวน้ำเต็มไปด้วยคลื่นหัวแตก ผมจอดแวะกินอาหารข้างทางเพราะคิดว่าอีกสักพักลมคงสงบ แต่ผมคิดผิด

 

จู่ ๆ จักรยานที่จอดหันหน้าทวนลมก็ยกล้อขึ้นชึ้ฟ้าเหมือนม้าพยศ ก่อนหงายท้องล้มไปข้างหลัง...ผีม้านิงมังกรไม่ได้สิงรถผม แต่นั่นคือลมพัด!! การเดินทางต่อจากนั้นเป็นการขี่จักรยานทวนลมทั้งสิ้น!!

                                            

ต้นไม้ข้างทางล้วนลู่เอียงไปตามลม ในขณะที่ผมมุ่งหน้าทวนลมไปทางเหนือด้วยความเร็วที่ไม่ต่างอะไรกับการเดินเท่าใดนัก นักปั่นจักรยานทางไกลที่ขี่สวนมาล้วนยิ้มอย่างเห็นใจ (สมเพช?) ผมตัดสินใจลงมาเดินเพราะต้องการถนอมขาใว้ใช้จนจบการเดินทาง ตัวเลขบนคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ในขณะที่ความกังวลในใจผมเพิ่มขึ้นจนผมขึ้เกียจจะสนใจ

 

ไม่มีระยะทาง ไม่มีที่หมาย ปั่นเม่งไปเรื่อย ๆ ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

 

ราวสี่โมงเย็น

 

น้ำใกล้หมด ตะคริวเริ่มแดก แต่ที่หมายยังอยู่อีกไกลนัก

 

เลื่อนตั๋วกลับดีป่าววะ แบบนี้ไม่รอดแน่ ผมคิดในใจ

 

ทว่าหากทำแบบนั้นเท่ากับว่าเมื่อกลับถึงเมืองไทยแล้วผมจะมีเวลากับครอบครัวน้อยลงก่อนที่จะต้องกลับไปทำงาน ก่อนที่ผมจะถอดใจรถจักรยานทัวร์ริ่งที่วิ่งสวนกันขี่ย้อนกลับมาทางผม....

 

“Your destination is quite far, but if you go further for maybe 20 km you will see a small town. Then, you might be able to do something” (ต้องไปอีกไกลเลย แต่ถ้าขี่ต่อไปอีกสัก ๒๐ กม ก็จะเจอเมืองเล็ก ๆ บางทีอาจจะทำอะไรที่นั่นได้)

 

ผมแวะที่ปั๊มน้ำมันและซื้อน้ำแร่มาเติมกระติกน้ำด้วยความที่เบื่อน้ำก๊อก ขอบคุณความกระแดะที่ทำให้ผมได้ความรู้ใหม่ว่าน้ำแร่ทำให้หายเป็นตะคริวได้ ผมเห็นป้าย Accommodation available แต่เสือกเมินเพราะตอนนั้นคิดเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องปั่นไปให้ถึง

.

.

.

เส้นทางพิสูจน์ม้าและคนขี่จักรยาน

 

ออกจากปั๊มได้ไม่นานผมเหลือบไปเห็นป้ายข้างทางว่า Accommodation 5 kg (ที่พักอีก 5 กม.) ผมเลี้ยวรถออกจากทางหลักเข้าไปทันที เส้นทางเข้าที่พักไม่คดเคี้ยวแต่จะต้องขี่ทวนลมตลอดทาง 5 กิโลผ่านไป ขี่จนวนกลับเข้ามาถนนใหญ่ผมมองไม่เห็นแม้แต่เงาของที่พัก จึงต้องย้อนกลับมาสรุปว่าเสียค่าโง่ไปสิบโลเศษ

 

แม้ว่าฟ้าจะยังสว่างแต่แถวบ้านเรียกช่วงเวลานี้ว่าหัวค่ำ การจราจรบนถนนหนาแน่นมากขึ้น ผมตัดสินใจโบกรถเพราะคิดว่าอาจไปไม่รอด  แม้วิธีนี้เป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมันจะทำลายความภูมิในการเดินทางข้ามเกาะด้วยจักรยานแต่ผมไม่มีทางเลือกมากนัก ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีหลังจากที่โบกรถอยู่เกือบชั่วโมงแล้วแต่ไม่มีทีท่าว่าจะมีใครมาเก็บผมไป

.

.

ผมคิดถึงบรรยากาศการปั่นจักรยานในประเทศไทย

.

.

.

เราควบม้าลงเขาต่อไปเรื่อย ๆ ผมมองที่นาฬิกา

 

สงสัยไปไม่ทันโรงเรียนปิดแล้ว......จะไปเอากระเป๋ายังไงดี

 

 

พี่แก้วแสดงความเสียสละกระโดดลงจากม้าโทรจัน (ชื่อจักรยาน) แล้วกระโจนขึ้นรถปิคอัพที่วิ่งผ่านมา

 

เดี๋ยวเจอกันที่โรงเรียน พี่แก้วส่งข่อความสั้น ๆ จากบนรถขณะที่กำลังแล่นผ่านพวกเราไป

.

.
.
.

คนเหนือนี่ใจดีจริง ๆ พี่แก้วนึกในใจ ถ้ากูโบกรถที่กรุงเทพฯ พรุ่งนี้เช้าก็คงยังไม่ได้ขึ้น

.

.
.
.

ขอลงตรงนี้แล้วกันครับ พี่แก้วตะโกนจากท้ายกะบะไปที่หน้าต่างด้านคนขับ

รถหยุดลงคนขับหันมายิ้มพร้อมกับบอกว่า........

 

สอล้อหพี่

 

อะไรวะนั่งมาแค่นี้จะเอากูสองร้อย ไหนว่าคนเหนือใจดี พี่แก้วคิดในใจ

 

ส่อล้อห้ายพี่เค้าด้วย (ส่ง-รถ-ให้-พี่-เขา-ด้วย) คนขับพูดกับเด็กที่นั่งอยู่ท้ายรถอีกครั้ง


.

.
.

ใกล้มืดเต็มทีแต่พวกเราทั้งสามก็ยังไม่ได้แม้แต่กลิ่น อ. เมืองแม่ฮ่องสอน พวกเราตัดสินใจใช้มุขโบกรถหากินอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เบรก Brembo แต่เหยื่อคันแรกของพวกเราก็จอดทันทีเมื่อเห็นแก๊งปั่นน้อยที่น่าสงสาร

 

รถวิ่งไปสักพักพวกเราเริ่มมองหน้ากันเลิกลัก

 

เชี่ยทำไมมันมีแต่ทางลงวะ

 

เวลาที่ไม่ได้ปั่นแม่งลงตลอด

 

แม้จะแอบเสียดายแต่ถ้าปั่นเองก็เกรงว่าเที่ยงคืนก็คงจะยังไม่ถึง พวกเราลงจากรถก่อนที่คนขับจะแยกทางกันและจ่ายค่ารถด้วยคำว่าขอบคุณ

 

.

.

.

ทุ่มกว่าแล้วพวกเราก็ยังคงปั่นกันอยู่กลางขุนเขาและความมืด

 

โบก ๆ ไปเถอะ ไหน ๆ วันนี้ก็เสียสถิติไปแล้วผมตะโกนขึ้น

 

 

ไม่งั้นก็คงถึงกันเที่ยงคืนพอดีอาชัย รีบแจม

 

รถปิคอัพคันแรกจอดทันที่เห็นพวกเราทำท่าน่าสงสารอยู่ข้างทาง แม้ว่าจะมีของอยู่เต็มท้ายรถแต่พี่สุดหล่อก็ยังแสดงสปิริตช่วยมาโบกรถ.............มันมีคนอย่างงี้ในโลกด้วยหรือวะ

 

                                              

ไม่มีที่ไหนในโลกที่จะขอความช่วยเหลือจากคนไม่รู้จักได้ง่ายเหมือนบ้านเราอีกแล้ว ที่แม่ฮ่องสอนผมโบกรถสามครั้งในวันเดียวกัน โดยไม่เคยได้รับการปฏิเสธจากรถแม้แต่คันเดียว

 

ไม่รับก็ช่างหัวแม่ง กูก็ปั่นของกูไปเรื่อย ๆ ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องเสียสถิติ

.

.

.

ผมปั่นต่อไปอีกหลายชั่วโมงจอดรถนั่งพักไม่รู้กี่ครั้งจนบรรยากาศรอบตัวมืดสนิทมีเพียงแสงดาวที่ทำให้ผมมองเห็นภาพลาง ๆ ของภูมิประเทศ ผมแทบจะเป็นมนุษย์คนเดียวในรัศมีหลายกิโล และกว่าจะมีรถสักคันผ่านมาก็เป็นเวลานานพอสมควร คืนนั้นดาวบนฟ้าสวยมากหากว่าผมไม่เหนื่อย ง่วงโคตร ๆ และกำลังรีบแล้ว ผมจะต้องคว้าขาตั้งกล้องมาถ่ายรูปดาวเป็นแน่

 

ใกล้เที่ยงคืนแล้ว แต่ผมยังเหลืออีกยี่สิบกิโลที่ต้องไป แม้ลมจะสงบและเส้นทางไม่ได้ชันมากนัก แต่ผมต้องลงมาเดินบ่อยครั้งเพราะกล้ามเนื้อขาส่วนที่ใช้กับจักรยานมันแทบจะไม่มีความรู้สึกแล้ว ผมไม่ได้กำลังขี่จักรยานแต่กำลังเข็นจักรยานที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ปัญหาคือหากผมยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่านี้ หรือช้ากว่านี้ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วผมจะถึง Omarama ในเวลาเท่าไร?

 

การเคลื่อนผ่านของเวลาอย่างช้า ๆ เช่นเดียวกับการคลานของจักรยานทำให้คำถามของผมเปลี่ยนไปจากที่ ผมจะไปถึงเมื่อไหร่กลายเป็น ผมจะมีปัญญาไปถึงหรือไม่?”   

.

.

.

ผมย่อมรู้คำตอบนั้นดีกว่าใคร

.

.

.

ผมลงจากม้านิงมังกรแล้วถอดไฟฉายหน้ารถออกมา เพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแแม้จะรู้ดีว่าไม่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกาลเช่นนี้ แต่ผมมองไม่เห็นทางเลือกอื่น ในใจมีเพียงสำนวนจีนที่กล่าวว่า เมื่อไรที่มีความหวังย่อมมีโอกาสทำให้ผมพอมีความหวัง

 

ผมจำไม่ได้ว่าผมมองเห็นแสงไฟ หรือได้ยินเสียงเครื่องยนต์ก่อนกัน แต่ก็ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับว่ามันคือรถที่กำลังวิ่งเข้ามาแล้วมุ่งหน้าไปทางเดียวกับผม นั่นแทบจะเป็นโอกาสสุดท้ายของผมในคืนนั้น

 

แสงไปหน้ารถสว่างขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเข้ามา ผมสาดไฟฉายเข้ามาที่ตัวพร้อมโบกขึ้นลงเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าโอกาสมีอยู่น้อยเต็มที แต่ในวินาทีนั้นผมแอบลุ้นจนลืมหายใจ

.

.

.

แสงไฟจ้าขึ้นเรื่อย ๆ จนผมหรี่ตาลงเกือบมิด

.

.

.

เก็บ ๆ กูไปเถอะ..............................

 

รถหยุดลงก่อนถึงผมประมาณ 10 เมตร ทว่านั่นยังไม่ได้หมายความว่ารถคันนั้นจะรับผมไปด้วย แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีโอกาส



ผมเดินเข้าไปที่รถอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้เขานึกว่าจะมาปล้น

2008/Feb/07

เมื่อไร?                   ๔ มกราคม ๒๕๕๑

ไปไหน?                 พะเยา อ.วังเหนือ (ลำปาง)

ไกล?                       ๙๘.๕๖ กม.

เร็วเฉลี่ย?                ๑๗.๘ กม./ชม.

เร็วสุด?                   ๖๘.๓ กม./ชม.

นานแค่ไหน?         ๕.๓๒.๑๗ ชม.      

 

กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ทุก  ๆ ปีพวกเราจะต้องไปเยือนภาคเหนือเมื่อลมหนาวหวนพัดมา ทว่าปีนี้เส้นทางอาจผิดไปจากก่อนบ้างแต่เพื่อนร่วมทางไม่เคยเปลี่ยน

 

จักรยานสองคันพร้อมสัมภาระเคลื่อนผ่านความมืดเข้าสู่ตลาดกลาง อ. เมืองพะเยา ตลาดในภาคเหนือมักเปิดทันทีที่ผับในกทม.ปิด ผักหน้าตาแปลก ๆ ผลไม้มากมาย  และปลาตัวอ้วนนับร้อยที่ดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ในกระบะจนนึกว่ามาเที่ยวทะเลแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่ได้เป็นอย่างดี

 

ด้วยความที่ระยะทางวันนี้ไม่ไกล พวกเราจึงมีโอกาสไปแรดในเมืองได้เต็มที่ แน่นอนมาพะเยาก็ต้องไปกว้านพะเยา! หลั่นล้ากับธรรมชาติสักพักพวกเราก็เอานิ้วจิ้มแผนที่มั่ว ๆ แล้วไปต่อที่วัดอนาลโย

 

ไม่เห็นเองคงไม่เชื่อเมืองไทยจะมีวัดที่ยิ่งใหญ่และอลังการเพียงนี้ ความสงสัยว่าจะต้องใช้เงินมากเพียงใดในการสร้างวัดไม่อาจเทียบได้กับความสงสัยว่าความศรัทธาของพวกเขานั้นมาจากไหน และสิ่งนี้เองคือความมหัศจรรย์อย่างแท้จริง นอกจากศิลปะการปั้นและแกะสลักอันงดงาม เอกลักษณ์อีกอย่างของวัดนี้คือวิหาร พระพุทธรูป และเจดีย์ที่กระจายตัวอยู่ตามเนินเขาต่าง ๆ จนทำให้วัดดูกว้างใหญ่มากขึ้นไปอีก

 

เมื่อจิตใจสงบลงด้วยพระธรรมและความร่มรื่นรอบบริเวณวัดแล้วพวกเราจึงเดินทางต่อไปยัง อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นที่หมายในวันนี้

 

ปั่นมาแบบชิว ๆ จนถึงที่หมาย (๙๘ กิโล ๓ นิ้ว) แม้ว่าจะใกล้มืดและยังหาที่พักไม่ได้ แต่ด้วยความใจดีของสถานีตำรวจภูธรวังเหนือพวกเราจึงมีที่กางเต็นท์ซุกหัวนอน (เย่ ๆ รอดไปอีกวัน ^_^ V)   

 

 

 เมื่อไร?                  ๕ มกราคม ๒๕๕๑

ไปไหน?                 อ.วังเหนือ (ลำปาง) น้ำตกวังแก้ว อ.วังเหนือ อช.แจ้ซ้อน (ลำปาง)    

ไกล?                       ๑๑๖.๑๐ กม.

เร็วเฉลี่ย?                ๒๐.๕ กม./ชม.

เร็วสุด?                   ๖๒.๖ กม./ชม.

นานแค่ไหน?         ๕.๓๘.๑๒ ชม.

 

ตื่นเช้ามาด้วยความสดใส พี่ตำรวจสุดหล่อใจดีก็พาพวกเราไปเลี้ยงข้าว นึกในใจทำไมตำรวจแถวบ้านแม่งไปเป็นกันอย่างนี้มั่งวะ แต่ยังไงก็ขอขอบพระคุณอีกครั้งนะครับ  ^ /|\ ^ 

 

อิ่มหน่ำสำราญกันแล้วจึงแวะนอกเส้นทางไปน้ำตกวังแก้ว แม้ว่าจะต้องปั่นเพิ่มอีก ๔๐ กิโล แต่เมื่อถึงที่หมายแล้วก็ไม่รู้สึกว่าเสียแรงเปล่า ที่นี่สงบมากแม้จะเป็นวันเสาร์แต่พวกเราก็ไม่เห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย ถ้าไม่เสือกไปเห็นไอ้ถุงยางใช้แล้วนั่น (For fuck sake) น้ำตกวังแก้วจัดว่าสะอาดมากถึงมากที่สุด

 

ม้า ๒ คันปั่นกลับมาที่วังเหนือและมุ่งหน้าไปอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน แม้ว่าแดดจะร้อน และปวดขาเพียงไรแต่ด้วยความกระแดะอยากจะอาบน้ำร้อนทำให้พวกเราต้องสู้อย่างไม่มีเงื่อนไง

 

คนที่นี่มีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่รีบร้อน และมีเวลาว่างจนต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่าผมจะทนกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผมได้อีกนานแค่ไหน แล้วผมทำสิ่งที่ทำอยู่นั้นเพื่ออะไร

 

แม้ว่าจะกางเต็นท์ใกล้ ๆ บ่อน้ำร้อนแต่ด้วยความมืดบวกโง่จึงต้องอาบน้ำเย็นจนกระเจี๊ยวแทบจะหดกลับไปข้างใน     T T Oh George! That isn’t cool but fuckin COLD! จากง่วง ๆ และเพลีย ๆ กลายเป็นตาแข็ง (ยายชอบ) ไปซะงั้น แล้วจะนอนหลับไม้เนี่ยกู คืนนี้ไม่ได้มีแต่พวกเราที่ค้างแรมใต้ผืนฟ้า ผมดีใจที่เห็นว่ามีคนไม่น้อยที่ยังให้ความสำคัญกับธรรมชาติอันงดงามนี้และได้มาใช้เวลากับมัน

เมื่อไร?                   ๖ มกราคม ๒๕๕๑

ไปไหน?                 อช.แจ้ซ้อน กิ่วฝิ่น อ.ปาน อ.สันกำแพง (เชียงใหม่)   

ไกล?                       ๓๘.๓๘ กม. (๕๓.๒๒ กม.)

เฉลี่ย?                     ๑๒.๘ กม./ชม.

เร็วสุด?                   ๖๗.๑ กม./ชม.

นานแค่ไหน?                         -    

 

รุ่งเช้าตื่นมาด้วยอารมณ์จิตหงุดเงี้ยว ก็ไอ้คนรักธรรมชาตินั่นดันรักเหล้าและเสียงดนตรีกลางป่าซะงั้น ตอกย้ำด้วยความง่วงและโง่ทำให้เสือกเสล่อไปกางเต็นท์คร่อมรากไม้.............แสดดด........

 

ขวัญ ๆ วันนี้เค้ามีแข่งจักรยานกัน...ไปทางเดียวกับเราด้วย อาชัยเดินมาปลุกแต่เช้า

 

อาชัยจะไปจริงหรอ ผมแม่งขายังเดี้ยงอยู่เลย เมื่อคืนแม่งนอนไม่หลับอีก ผมพยายามบ่ายเบี่ยง

 

แต่เค้าไปทางเดียวกับเรานะ เราก็ไม่ต้องสนใจแพ้ชนะหรอก สมัครเอาเสื้อก็พอ สหายรักยังกดดันผมต่อไป

 

 งั้นขอผมไปดูก่อนละกัน

 

ผมเดินไปแช่น้ำร้อนตอนที่อาชัยกำลังลงชื่อเข้าแข่ง (:ซะงั้น)

 

แช่แม่งนาน ๆ เลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องไปแข่ง ผมตะโกนในใจ บ่อน้ำร้อนกลางป่าที่นี่ให้ความรู้สึกที่ดีมาก การที่น้ำร้อนพุ่งขึ้นมาและไหลเป็นลำธารทำให้เราสามารถเลือกแช่น้ำในช่วงที่มีอุณหภูมิตามต้องการได้

 

ความสุขมักไม่อยู่นานดังที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้ ......................... “Put your hand on a hot stove for a minute, and it seems like an hour. Sit with a pretty girl for an hour, and it seems like a minute. That’s relativity.”………

 

..............................ขวัญ.....จะไปยัง เดี๋ยวแดดร้อนนะ  

 

และกุก็หนีไม่พ้น.........

 

พวกเราควบจักรยานขึ้นเขาไปตามทางอันคดเคี้ยวและชันโคตร เส้นทางวันนี้ถือว่าสั้นกว่าวันก่อนมากแต่มันกลับเป็นวันที่โหดที่สุด จนทำให้ผมต้องลงมาเข็นอยู่หลายครั้งเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมเจอปัญหานี้ระหว่างการขี่รถทางไกล

 

น้อง ๆ ขึ้นป่าวครับ พี่ตำรวจสุดหล่อตะโกนถามจากรถปิคอัพ พอดีเค้าให้มาขับตามแข่งวันนี้ ถ้าใครมีปัญหาก็ขึ้นมาได้เลย

 

ตะกี้ยังปั่นง่อย ๆ อยู่ แต่ตอนนี้ผมกำลังแซงรถที่เข้าแข่งขันทีละคันด้วยความเร็วหยั่งกะรถปิคอัพ ความสุขมักอยู่ไม่นาน (อีกแล้ว) รถตำรวจจอดลงข้างทาง

 

แปลว่ากูต้องลงแล้วสินั่น ผมบอกตัวเองในใจ

 

ผมเดินแบบเดี้ยง ๆ ไปนั่งอยู่ใต้ร่มไม้เพื่อรออาชัย แม้ว่าขาจะง่อยเพียงไรแต่ความกล้าหาญ (ด้าน?)  ไม่เคยจางหาย ทันทีที่สหายรักมาถึงพวกเราสองคนก็เดินเนียนไปกินอาหารที่จัดเลี้ยงนักแข่งโดยมิได้นัดหมาย แม้จะเป็นอาหารบ้าน ๆ หน้าตาไก่กา แต่หากพิจารณาอย่างบูรณาการแล้วนี่คือเทคโนโลยีชั้นสูงเลยทีเดียว

 

“Warun denn das?” หนอนบล็อกถามเป็นภาษาเยอรมัน อันสิแปลได้ว่า ทำไมจักเป็นอิหยัง”?

 

โอว ก็เพราะว่ามันคือการเดินทางจากธรรมชาติสู่ธรรมชาติ โดยส่งกระทบเพียงเล็กน้อยต่อธรรมชาติไง

 

Können Sie es noch einmal erklären?หนอนบล็อกไม่เลิก

 

งันข่อยขอแจกแจงโดยพิสดาร (ละเอียด) ให้บัดนี้แล

.

.

.

อาหารมื้อนั้นจัดว่าทำแบบง่าย ๆ แต่มีรสชาติ อีกทั้งการใช้ข้าวเหนียวจกกับข้าวทำให้ไม่ต้องเสียเวลาจัดเตรียมและล้างช้อนส้อมให้เปลืองน้ำ

 

Nur das?”.................Is that it? (หากจะแหลงเป็นภาษาปะกิด)

 

 เดี๋ยวปั๊ดจับมาทอดกรอบเลย..................

 

..............ใบตองที่เป็นภาชนะนั้นสามารถหาได้ในท้องถิ่น อยากจะใช้ก็ไปตัดมาแบบไม่ต้องเสียตัง พอใช้เสร็จก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาขยะที่จะทำลายธรรมชาติ เพราะเดี๋ยวหมาจะมากินต่อ เอ้ย......เพราะมันสามารถย่อยสลายคืนสู่ผืนดิน กระบวนการผลิตตั้งแต่ปรุงยันล้าง (มือ) จัดว่าใช้วัสดุสังเคราะห์น้อยถึงน้อยที่สุด ระบบการพึ่งพาตัวเองบนความสมดุลของธรรมชาตินี้เองที่จัดว่าเป็นเทคโนโลยีบ้าน ๆ แบบ High-end เลยทีเดียว

 

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ยิ่งถ้ากินฟรีก็ต้องรีบเผ่น

 

พวกเราเดินหน้าต่อไปโดยมี อ.สันกำแพงเป็นเป้าหมาย เส้นทางแม้ว่าจะชัน ขรุขระ และคดเคียว แต่ก็เป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ และมีน้ำตกให้แวะพักข้างทาง แม้บางช่วงอาจจะมีกลิ่นตุ ๆ สักนิด (หมักเมี่ยง) แต่หากจะจัดอันดับความสวยและความเสียวแล้วสหายปั่นก็ย่อมจะตอบเป็นเสียงเดียวกับผมว่ามันคือเส้นทางช่วงแม่กำปอง

 

ปั่นเลยน้ำตกมาไม่นานนักและเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่าผ่าเส้นทางยึกยืออีกเล็กน้อย ก็จะเห็นคนแขวนอยู่บนต้นไม้ o_O………………………. พวกเขาไม่ได้ผูกคอตาย ประท้วงรัฐบาล หรือเป็นมักกะรีผล แต่กำลังโรยตัวไปมาระหว่างต้นไม้ซึ่งเป็นกิจกรรมใหม่ของที่นี่ น่าเสียดายที่แม้ว่าพวกเราผ่านมาในวันปฐมฤกษ์พอดี (เล่นฟรี) แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลาจึงต้องจากไปโดยไม่ได้ขึ้นไปห้อยต่องแต่งอยู่บนนั้น

 

........"ยืนคอย (ห้วย) อยู่ข้างล่างหรือไง" หนอนบล็อคชิงจังหวะ

 

กว่าจะถึงน้ำพุร้อนสันกำแพงก็แทบมืด พวกเรากางเต็นท์กันเช่นเคย แต่วันนี้อลังการกว่าวันอื่นเพราะได้ทำเลที่สวยที่สุด บ่อน้ำร้อนที่นี่มีหลายแบบทั้งกลางแจ้ง (ฟรี) ในห้อง (ตักอาบ) อ่างส่วนตัว และสระน้ำร้อน แม้ว่าจะอาบด้วยวิธีไหน แต่ในอารมณ์นี้การได้อาบน้ำร้อนจัดว่าเป็นความสุขอันหาที่เปรียบมิได้ บรรยากาศยามค่ำคืนอันสงัดและวังเวงช่างเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจ จะมีสักกี่คนที่ได้เห็นน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นล้อดวงดาวยามค่ำคืน น่าเสียดายที่แสงไฟที่ฉายให้เห็นความของน้ำพุนั้นกลับบดบังความงามของดวงดาว

 

 การเดินทางของพวกเรากำลังจะสิ้นสุดลงในวันรุ่งขึ้นทันทีที่พวกเราไปถึงตัวเมืองเชียงใหม่ แต่เส้นทางแห่งชีวิตยังคงอยู่เบื้องหน้าเราและรอคอยเราอยู่เสมอ

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 

 



ขวัญ ผู้ยิ่งใหญ่จนมิอาจนอนคว่ำ
View full profile