18/10/08 – จุดเริ่มต้น
ใกล้เที่ยงคืน
ทันทีที่การเจรจาสิ้นสุดผมหมุนแฮนด์เข้าหาตัวถังแล้วมัดล้อหน้าให้อยู่กับที่ จักรยานถูกวางลงอย่างเบาที่สุดราวกับนักมวยกำลังขึ้นตาชั่งก่อนหมายเลข 22 จะปรากฏบนหน้าจอ ซึ่งเกินพิกัดอยู่ 2 กิโล
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องเสียงค่าระวาง” เจ้าหน้าที่ check in ชี้แจง “แต่ต้องเอาจักรยานขี้นรางตรงนี้ไม่ได้ ต้องเอาไปที่ baggage over size นะคะ”
ผมแอบยิ้มในใจ พร้อมบอกลาพ่อและพี่ชายที่มาส่ง
.
.
.
แต่ไม่บ่อยครั้งที่โชคดีอยู่ข้างเรา
.
.
.
หลังจากที่เสือกโง่เสียเวลาไปเข้าแถว Foreign Passport อยู่นาน ผมเดินตรงไปที่จุดพักผู้โดยสารและนำสัมภาระติดตัวเข้าเครื่องเข้าสแกน
“ขวดนี้เอาขึ้นเครื่องไม่ได้นะครับ” เจ้าหน้าที่หนุ่มกล่าวก่อนที่โลชันกันแดดของผมจะย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ในถังขยะ
“ไอ้ห่าแม่งโง่สัตว์” ผมสบถกับตัวเอง เพราะทั้ง ๆ ที่รู้ข้อบังคับนี้อยู่แล้วแต่ยังพลาด โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตรวจไม่ละเอียดขวด moisturizer สุดรักจึงไม่ถูกพรากไปจากผม
เพราะเป็นคนหน้าหวาน (ขม) เจ้าหน้าที่อีกคนขอค้นกระเป๋าใบเดิม (อีกแล้ว) ที่ทางเข้าจุดพักผู้โดยสารด่านสุดท้าย แม้ว่าเธอจะหน้าตางั้น ๆ แต่ก็ทำผมเสียว
กระเป๋าผมปิดลงทันทีที่ถูกเปิด สงสัยรองเท้าจะเหม็นเจ๊แกเลยรีบปล่อยผมไป moisturizer สุดรักจึงไม่ถูกพรากไปจากผม ^ ^ V
เครื่องออกในเวลา 0:00 นาฬิกา
ผมแปลกใจกับตัวเองที่ทำไมถึงไม่รู้สึกตื่นเต้น ทั้ง ๆ ที่นี่จะเป็นการปั่นจักรยานทางไกลคนเดียวเป็นครั้งแรก.....ชักจะเริ่มเสียดายตัง
19/10/08 – ช่วงต่อ
.
.
.
สนามบินที่ Sydney ใหญ่มากถึงมาก และอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อให้เครื่องบินแอร์บัส (รุ่นมีดอีโต้) เข้าจอดได้ จึงทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากเกิดความสับสน ซึ่งแน่นอนผมย่อมเป็นหนึ่งในนั้น แต่ด้วยความเป็นมิตรของเจ้าหน้าที่ทุกอย่างจึงกลายเป็นเรื่องง่าย (ถ้าฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง) ซึ่งต่างกับเจ้าหน้าที่ในประเทศที่เรียกตัวเองว่าดินแดนแห่งรอยยิ้มโดยสิ้นเชิง
ช่วงเวลาต่อเครื่องค่อนข้างนานผมจึงไปแลกเหรียญเพื่อมาเล่นเน็ทก่อนเพื่อบุคทัวร์ไปเที่ยว Milford Sound dจะรู้ในภายหลังว่ามีบริการเน็ทฟรีอยู่ใกล้ ๆ (ฉลาดอีกแล้ว)
ผมไปถึง Christchurch ราวเที่ยงคืน ด้วยความที่กลัวว่าจะนั่งเครื่องไม่คุ้มจึงคลานออกมาจากเครื่องเป็นคนสุดท้าย ไม่เข้าใจว่าคนส่วนมากจะรีบไปไหน ลุกขึ้นมาแล้วก็ต้องมายืนถือกระเป๋าหนัก ๆ เบียดกันออกจากเครื่อง แล้วก็ต้องมายืนคอย (ห้วย) รอกระเป๋าตรงสายพานอยู่ดี และเนื่องจากผมจะต้องรออีกประมาน 7 ชั่วโมงเพื่อขึ้นเครื่องไป Queenstown จึงเป็นเรื่องไม่ฉลาดนักที่จะรีบไปรอ
หลังจากที่รับจักรยานและสัมภาระทั้งหมดแล้ว ผมถือ Incoming Passenger Card ไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ในเอกสารในนั้นจะถามว่าเรานำอะไรเข้ามาในประเทศของเขาบ้าง และมีของที่เป็นต้องขอตรวจ เช่น อาหารสด ผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ อุปกรณ์เดินป่า (ของใช้งานที่สัมผัสกับดิน) จักรยาน รองเท้าเดินป่า เป็นต้น เพราะของดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-security) กล่าวคือหากมีหนอนติดมากับเต็นท์ที่เรานำมา ตัวหนอนเองอาจเป็นพาหะนำโรคติดต่อ หรืออาจขยายพันธุ์และสร้างความเสียหายให้กับผลิตผลทางเกษตรหรือระบบนิเวศน์ของเขาได้ ด้วยเหตุนี้ผู้โดยสารขาเข้าทุกคนจะได้รับ Incoming Passenger Card เพื่อระบุให้เจ้าหน้าที่ทราบว่านำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาด้วยหรือไม่ และหากพบว่าแจ้งข้อมูลเท็จจะถูกปรับทันที 200 เหรียญ
คนไทยมักชอบบอกกันว่าให้กรอกช่อง No อย่างเดียวจะได้ไม่ต้องโดนตรวจ ซึ่งเป็นความเชื่อที่โง่มากถึงมากที่สุด ด้วยหากทำเช่นนั้นเจ้าหน้าที่จะให้ความสนใจกับคุณมากเป็นพิเศษ แต่หากว่าคุณกรอกว่า Yes เจ้าหน้าที่ก็จะถามว่าเอาอะไรมาถ้าเห็นว่าไม่มีปัญหาก็จะให้คุณผ่านโดยไม่ตรวจกระเป๋าให้เสียเวลา
ส่วนผมซึ่งแบกจักรยานหราขนาดนั้นหากกรอกว่า Yes คนแถวบ้านก็คงจะเรียกไปทำนา ด้วยความที่เป็นการเดินทางแบบนกขมิ้น (ค่ำไหนก็นอนกับคนแถวนั้น) ผมจึงพกเต๊นท์และของกินมาด้วย เพราะฉะนั้นจึงกรอก Yes เกือบทุกช่อง เพื่อนของผมเล่าให้ฟังทีหลังว่าปัญหาทีมักพบบ่อยคือ ผู้โดยสารบางคนเก็บ apple ที่แจกบนเครื่องลงมาด้วยแต่ดันเสือกลืมกรอก Declare ทำให้มีคนถูกปรับอยู่เป็นประจำ
โชคดีที่ผมล้างรถตั้งแต่อยู่เมืองไทยจึงไม่มีคราบดินติดมาด้วยทำให้ผ่านฉลุย ส่วนเต็นท์นั้นสะอาดอยู่แล้วเพราะเช็ดและตากก่อนเก็บทุกครั้งจึงไม่มีปัญหา เจ้าหน้าที่จึงขอเพียงสมอบกไปฆ่าเชื้อโรค ของกินไม่มีปัญหาเพราะยังอยู่ในซองไม่มีรอยแกะ
ออกจากด่านอรหันต์ผมต้องรอจนถึงเช้าเพื่อเครื่องอีกครั้งไปยัง Queenstown แต่ตอนนั้น Check in ยังไม่เปิดผมจึงได้แต่นอนรอ
ใกล้ประตูทางออก Backpackers (นักท่องเที่ยวขาลุย แต่พกถุง) นอนเรียงกันป็นตับเพื่อรอการเดินทางในวันรุ่งขึ้น ผมทำตัวเป็นหนึ่งในนั้น อากาศเย็นลงเรื่อย ๆ ทำให้ผมได้ฤกษ์ประเดิมถุงนอนใบใหม่สุดอลังการที่ Messenger มาส่งให้เกือบไม่ทัน 0_O”
……………………….
………………
……..
..
.
.
.
.
20/10/08 – Ready to roll!!
.
.
.
……..
………………
……………………….
ตื่นมาด้วยความเบลอ ๆ ด้วยอาการเมาขี้ตาผสม Jet lack ผมยัดถุงนอนลงกระเป๋าแล้วเดินไปถามเจ้าหน้าที่สนามบินว่าจะต้องไปขึ้นเครื่องที่ประตูไหน
“You just go over there and you will see chicken on your right”. (คุณก็เดินไปทางด้านโน้นแล้วก็จะเห็นไก่อยู่ทางขวามือ)
“Chicken เชี่ยไรวะ?” ผมนึกในใจ แต่แกล้งทำเนียนว่าเข้าใจแล้วเดินไปตามทางที่ป้าแกบอก แล้วปัญญาจึงเกิดว่าไอ้ Chicken นั้นก็คือ Check in นั่นเอง......T T
ผมขำไม่ออก เป็นตลกร้ายที่เมื่อสิบปีก่อนผมเพิ่งจะคุยกับฝรั่งรู้เรื่องตอนที่แม่ส่งผมมาเรียนภาษาอังกฤษที่ New Zealand แต่ตอนนี้ผมฟังคนที่นี่พูดไม่รู้เรื่อง
ความมึนส์ยังไม่ทันหายความซวยก็เข้ามาแทรก เจ้าหน้าที่ Chicken เอ้ย Check in ไม่อนุญาติให้ผมขึ้นเครื่องโดยแจ้งว่าเครื่องจะออกแล้ว และผมมายืนยันตั๋วช้าเกินไป
.
.
.
สรุปว่าตกเครื่องตั้งแต่วันแรก!!
.
.
.
เรื่องสำเนียง Kiwi อาจเป็นตลกร้าย แต่เรื่องตกเครื่องเป็นเรื่องตลกไม่ออก แต่ใครกันเล่าที่แม่งจะซวยได้ตลอดชาติ ขอบคุณประสบการณ์หนึ่งปีกับการเป็นผู้จัดการที่จะต้องต่อสู้กับลูกค้า (นรก) จนทำให้ผมรู้สึกชินชากับปัญหา (ตายด้าน?) ถ้าเป็นตอนเด็ก ๆ ผมคงกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
อีกไม่นานพนักงาน Air New Zealand เลื่อนตั๋วผมให้ไปอยู่ในเที่ยวถัดไปโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แถมยังพูดขำ ๆ ว่าวิวจากข้างบนสวยมากแต่ที่นั่งริมหน้าต่างหมดแล้วเกือบจะต้องเสียตังค่าระวางจักรยานเพราะเป็นของ Oversized แต่พอบอกว่าเช็คอินมาจากเมืองไทย แล้วตอนที่บินกับ Air NZ เที่ยวเมื่อคืนก็ไม่ได้เสียค่าระวาง เจ้าหน้าที่ก็เลยละเว้นค่าธรรมเนียมให้ผม
Ready to roll ทันทีที่ถึง Queenstown แม้ว่าจะช้ากว่ากำหนดชั่วโมงเศษ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะวันนี้ผมแค่ปั่นเที่ยวในเมืองเท่านั้น
ออกจากสนามบินไม่กี่นาทีผมเริ่มนึกถึงคาถาของเพื่อนักปั่นหัวทองว่าให้เอาถุงมือยาวมาด้วย แม่อากาศจะไม่เย็นเท่าไหร่แต่เวลาที่ขี่เร็ว ๆ ก็สะท้านไปทั้งนิ้วมือ...แล้วกูจะไปรอดไหมเนี่ย
ไม่ต้องสงสัยผมหยุดรถทันที่ที่เห็นร้านจักรยาน อุตส่าห์มาเกือบหมื่นกิโลหากไม่เวะดูร้านจักรยานก็คงจะแปลกพิลึก เสื้อจักรยานของนิวซีแลนด์สีเทาคาดขาวสวยมากถึงมากที่สุด ป้ายราคาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผมเริ่มแหยง แต่คำว่า Made in Thailand ทำให้เสื้อตัวนั้นเสด็จคืนราวทันที
ออกจากร้านด้วยถุงมือ Fox แบบเต็มมือและแว่นตากันแดด (แทนที่อันเก่าที่ป่านนี้ยังไม่รู้ว่าลืมไว้ที่บ้านหรือทำหล่นก่อนขึ้นเครื่อง) แว่นตากันแดดสำหรับจักรยานราคาแพงระยับผมจึงซื้อแว่นตาสำหรับตกปลาซึ่งใช้ได้ดีไม่แพ้กันและยังเป็นเลนส์ตัดแสงอีกด้วย
ถึงบ้านพักเยาวชน (YHA) ราวเที่ยงเศษแต่ยังเข้าห้องไม่ได้เพราะเวลา Chicken คือบ่าย 2 ด้วยความที่ YHA เป็นห้องพักแบบ Share facilities แม้ตัวผมกำลังจะเน่าแต่ก็สามารถอาบน้ำและใช้สาธารณูปโภคอื่น ๆ ได้ ที่นี่ลูกค้าสามารถจองทัวร์และกิจกรรมต่าง ๆได้หมด ซึ่งบริษัททัวร์มีบริการรับส่งที่นี่ด้วย ที Queenstown มีบ้านพักเยาวชนสองแห่งที่ city center กับที่ lake front ซึ่งเป็นบ้านพักราคาประหยัดระดับสี่ดาวกว่าทั้งคู่ ผมพักที่หลังเพราะต้องการนอนห้องเดียวกับเด็กญี่ปุ่นคนนั้นท่ามกลางการวิวทะเลสาป
สำหรับคนที่ต้องการจะโทรกลับประเทศแนะนำให้ซื้อซิมการ์ดของ Vodafone และให้ซื้อบัตรเติมเงินของ Buzz เพราะค่าโทรถูกและไม่ต้องเสีย Service charge คนที่นี่เรียกสั้น ๆ ว่า Surcharge ซึ่งทางเลือกนี้ถูกกว่าการขอเปิดใช้สัญญาณต่างประเทศ ชีวิตมักไม่ง่ายอย่างที่คิดที่ YHA ขายแต่บัตรเติมเงินไม่ขายซิมการ์ด เพราะฉะนั้นโทรศัพท์ของผมยังมีประโยชน์เพียงนาฬิกาปลุก
หากท่านคิดจะมาพักที่นี่ก็ควรจะสมัครเป็นสมาชิกที่ประเทศไทยก่อนเพราะจะทำให้ได้ส่วนลดค่าห้องคืนละสามเหรียญและได้ส่วนลดหากสั่งซื้อหนังสือ Lonely Planet (แต่ยังไม่ถูกเท่ากับซื้อหนังสือมือสองจากข้าวสาร) บัตรสมาชิกมีแบบรายปีและตลอดชีพซึ่งสามารถสมัครแบบออนไลน์ได้ที่ www.hithailand.org
Ready to roll อีกครั้งเมื่อตัวสะอาด (อาบน้ำเพื่อไปเลอะ) วันนี้อากาศดีมากถึงมากที่สุดท้องฟ้าไม่มีเมษแม้แต่ก้อนเดียว ดื่มด่ำกับบรรยากาศอยู่ครู่ใหญ่จึงคิดได้ว่าทิวทรรศน์อันงดงามนั้นกินไม่ได้ เสียงโครกครากในท้องทำให้ล้อหมุนไปที่ร้านอาหาร
@Thai
คงไม่ต้องบอกว่าที่นี่ขายอาหารประจำชาติไหน อาจดูเสียชาติเกิดซักนิดที่มาเมืองนอกแล้วเสือกกินอาหารไทย แต่เพราะเหตุใดผมจึงทำเช่นนั้น
จากประสบการณ์ทรมานในธุรกิจท่องเที่ยวทำให้ผมรู้ดีว่า ไม่ว่าเราจะทำการศึกษาข้อมูลท่องเที่ยวมาดีเพียงไรแต่นั้นก็ไม่อาจเทียบได้กับได้คุยกับคนในท้องที่ แล้วคงจะไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะเลือกคุยกับคนที่พูดภาษาเดียวกัน
อาหารและบรรยากาศที่อลังการสมคำล่ำลือในหนังสือ Lonely Planet ® (พื้นที่โฆษณา) ที่เขียนเอาไว้ว่าแบบออกนอกหน้าว่า “Must try” (ต้องลอง) ผัดไทเป็นผัดไท ไม่เหมือนกับอาหารแถวที่ทำงานที่มิอาจพบความแตกต่างระหว่าง ผัดไท ผัดซีอิ๊ว และก๋วยเตี๋ยวคั่วได้ นอกเหนือไปจากอาหารและบรรยากาศที่ดีผมได้ข้อมูลท่องเที่ยวดังที่ต้องการ
Skyline Gondola
มันคือรถกระเช้าที่พาขึ้นจุดชมวิวบนยอดเขา แต่ด้วยความที่ต้องการอารมณ์แบบป่า (เถื่อน?) และทำอะไรง่าย ๆไม่เป็น ผมจึงขึ้นไปบนจุดชมวิวด้วยการเดิน ซึ่งผมไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นปัญหาให้กับผมในภายหลัง ทางขึ้นไม่ชัน ชันมาก และ 4 x 4 ในบางช่วง และหากมองไปข้างทางก็จะเห็นทางวิบากที่ทำขึ้นสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ ผมได้มองอย่างน้ำลายหกในความอลังการของ Trail โดยเฉพาะช่วงที่เป็นไม้ระแนงตีเฉียงเพื่อรับการสาดโค้งแรง ๆ เมื่อปั่นลงจากเขา................ทำไมกูไม่เอาจักรยานขึ้นมาด้วย...T T
ทันทีที่ลงจากเขาล้อก็หมุนไปที่ Mediterranean market แต่กลับผิดหวังเพราะมันไม่ได้ต่างอะไรไปจาก Supermarket ดี ๆ บ้านเรา
กลับเข้าที่พักตอนหัวค่ำแต่ยังสว่างโคตรเพราะอยู่ใกล้ขั้วโลกใต้ ผมจอดจักรยานไว้ในตู้ด้านนอกของ YHA ที่ทำขึ้นเพื่อเก็บของโดยเฉพาะ ทั้งที่ง่วงแสนง่วงแต่ก็ต้องฝืนใจทำกับข้าว ขอบคุณคุณป้าข้าง ๆที่กรุณาช่วยเปิดเตาแก๊สให้เพราะทนความโง่ของผมไม่ไหว -/|\- เพราะต้องการพิสูจน์คุณภาพ New Zealand Beef ว่าสมคำเล่ารือเพียงใด ผมจึงโยนเนื้อลงกะทะแบบทื่อ ๆโดยไม่ใช้เทคนิคใด ๆ ทั้งสิ้น หยั่งกะจาพนม? (จริง ๆ แล้วหาเครื่องปรุงกับน้ำมันไม่เจอ)
ผลออกมาดีกว่าที่คิด (เพราะคิดว่ามันจะแดกไม่ได้) อิ่มอร่อยมีความสุขหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน แม้สาวโต๊ะข้าง ๆ ชายตามองหลายครั้ง แต่คืนนั้นความง่วงเอาชนะความเงี่ยน
ผมหลับเป็นตายบนเตียงที่ใหญ่กว่าโลงศพเล็กน้อย
ต่อภาค 2