เมื่อไร? ๔ มกราคม ๒๕๕๑
ไปไหน? พะเยา – อ.วังเหนือ (ลำปาง)
ไกล? ๙๘.๕๖ กม.
เร็วเฉลี่ย? ๑๗.๘ กม./ชม.
เร็วสุด? ๖๘.๓ กม./ชม.
นานแค่ไหน? ๕.๓๒.๑๗ ชม.
กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ทุก ๆ ปีพวกเราจะต้องไปเยือนภาคเหนือเมื่อลมหนาวหวนพัดมา ทว่าปีนี้เส้นทางอาจผิดไปจากก่อนบ้างแต่เพื่อนร่วมทางไม่เคยเปลี่ยน
จักรยานสองคันพร้อมสัมภาระเคลื่อนผ่านความมืดเข้าสู่ตลาดกลาง อ. เมืองพะเยา ตลาดในภาคเหนือมักเปิดทันทีที่ผับในกทม.ปิด ผักหน้าตาแปลก ๆ ผลไม้มากมาย และปลาตัวอ้วนนับร้อยที่ดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ในกระบะจนนึกว่ามาเที่ยวทะเลแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่ได้เป็นอย่างดี
ด้วยความที่ระยะทางวันนี้ไม่ไกล พวกเราจึงมีโอกาสไปแรดในเมืองได้เต็มที่ แน่นอนมาพะเยาก็ต้องไปกว้านพะเยา! หลั่นล้ากับธรรมชาติสักพักพวกเราก็เอานิ้วจิ้มแผนที่มั่ว ๆ แล้วไปต่อที่วัดอนาลโย
ไม่เห็นเองคงไม่เชื่อเมืองไทยจะมีวัดที่ยิ่งใหญ่และอลังการเพียงนี้ ความสงสัยว่าจะต้องใช้เงินมากเพียงใดในการสร้างวัดไม่อาจเทียบได้กับความสงสัยว่าความศรัทธาของพวกเขานั้นมาจากไหน และสิ่งนี้เองคือความมหัศจรรย์อย่างแท้จริง นอกจากศิลปะการปั้นและแกะสลักอันงดงาม เอกลักษณ์อีกอย่างของวัดนี้คือวิหาร พระพุทธรูป และเจดีย์ที่กระจายตัวอยู่ตามเนินเขาต่าง ๆ จนทำให้วัดดูกว้างใหญ่มากขึ้นไปอีก
เมื่อจิตใจสงบลงด้วยพระธรรมและความร่มรื่นรอบบริเวณวัดแล้วพวกเราจึงเดินทางต่อไปยัง อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นที่หมายในวันนี้
ปั่นมาแบบชิว ๆ จนถึงที่หมาย (๙๘ กิโล ๓ นิ้ว) แม้ว่าจะใกล้มืดและยังหาที่พักไม่ได้ แต่ด้วยความใจดีของสถานีตำรวจภูธรวังเหนือพวกเราจึงมีที่กางเต็นท์ซุกหัวนอน (เย่ ๆ รอดไปอีกวัน ^_^ V)
เมื่อไร? ๕ มกราคม ๒๕๕๑
ไปไหน? อ.วังเหนือ (ลำปาง) – น้ำตกวังแก้ว – อ.วังเหนือ – อช.แจ้ซ้อน (ลำปาง)
ไกล? ๑๑๖.๑๐ กม.
เร็วเฉลี่ย? ๒๐.๕ กม./ชม.
เร็วสุด? ๖๒.๖ กม./ชม.
นานแค่ไหน? ๕.๓๘.๑๒ ชม.
ตื่นเช้ามาด้วยความสดใส พี่ตำรวจสุดหล่อใจดีก็พาพวกเราไปเลี้ยงข้าว นึกในใจทำไมตำรวจแถวบ้านแม่งไปเป็นกันอย่างนี้มั่งวะ แต่ยังไงก็ขอขอบพระคุณอีกครั้งนะครับ ^ /|\ ^
อิ่มหน่ำสำราญกันแล้วจึงแวะนอกเส้นทางไปน้ำตกวังแก้ว แม้ว่าจะต้องปั่นเพิ่มอีก ๔๐ กิโล แต่เมื่อถึงที่หมายแล้วก็ไม่รู้สึกว่าเสียแรงเปล่า ที่นี่สงบมากแม้จะเป็นวันเสาร์แต่พวกเราก็ไม่เห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย ถ้าไม่เสือกไปเห็นไอ้ถุงยางใช้แล้วนั่น (For fuck sake) น้ำตกวังแก้วจัดว่าสะอาดมากถึงมากที่สุด
ม้า ๒ คันปั่นกลับมาที่วังเหนือและมุ่งหน้าไปอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน แม้ว่าแดดจะร้อน และปวดขาเพียงไรแต่ด้วยความกระแดะอยากจะอาบน้ำร้อนทำให้พวกเราต้องสู้อย่างไม่มีเงื่อนไง
คนที่นี่มีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่รีบร้อน และมีเวลาว่างจนต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่าผมจะทนกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผมได้อีกนานแค่ไหน แล้วผมทำสิ่งที่ทำอยู่นั้นเพื่ออะไร
แม้ว่าจะกางเต็นท์ใกล้ ๆ บ่อน้ำร้อนแต่ด้วยความมืดบวกโง่จึงต้องอาบน้ำเย็นจนกระเจี๊ยวแทบจะหดกลับไปข้างใน T T Oh George! That isn’t cool but fuckin COLD! จากง่วง ๆ และเพลีย ๆ กลายเป็นตาแข็ง (ยายชอบ) ไปซะงั้น แล้วจะนอนหลับไม้เนี่ยกู คืนนี้ไม่ได้มีแต่พวกเราที่ค้างแรมใต้ผืนฟ้า ผมดีใจที่เห็นว่ามีคนไม่น้อยที่ยังให้ความสำคัญกับธรรมชาติอันงดงามนี้และได้มาใช้เวลากับมัน
เมื่อไร? ๖ มกราคม ๒๕๕๑
ไปไหน? อช.แจ้ซ้อน – กิ่วฝิ่น อ.ปาน – อ.สันกำแพง (เชียงใหม่)
ไกล? ๓๘.๓๘ กม. (๕๓.๒๒ กม.)
เฉลี่ย? ๑๒.๘ กม./ชม.
เร็วสุด? ๖๗.๑ กม./ชม.
นานแค่ไหน? -
รุ่งเช้าตื่นมาด้วยอารมณ์จิตหงุดเงี้ยว ก็ไอ้คนรักธรรมชาตินั่นดันรักเหล้าและเสียงดนตรีกลางป่าซะงั้น ตอกย้ำด้วยความง่วงและโง่ทำให้เสือกเสล่อไปกางเต็นท์คร่อมรากไม้.............แสดดด........
“ขวัญ ๆ วันนี้เค้ามีแข่งจักรยานกัน...ไปทางเดียวกับเราด้วย” อาชัยเดินมาปลุกแต่เช้า
“อาชัยจะไปจริงหรอ ผมแม่งขายังเดี้ยงอยู่เลย เมื่อคืนแม่งนอนไม่หลับอีก” ผมพยายามบ่ายเบี่ยง
“แต่เค้าไปทางเดียวกับเรานะ เราก็ไม่ต้องสนใจแพ้ชนะหรอก สมัครเอาเสื้อก็พอ” สหายรักยังกดดันผมต่อไป
“งั้นขอผมไปดูก่อนละกัน”
ผมเดินไปแช่น้ำร้อนตอนที่อาชัยกำลังลงชื่อเข้าแข่ง (:ซะงั้น)
“แช่แม่งนาน ๆ เลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องไปแข่ง” ผมตะโกนในใจ บ่อน้ำร้อนกลางป่าที่นี่ให้ความรู้สึกที่ดีมาก การที่น้ำร้อนพุ่งขึ้นมาและไหลเป็นลำธารทำให้เราสามารถเลือกแช่น้ำในช่วงที่มีอุณหภูมิตามต้องการได้
ความสุขมักไม่อยู่นานดังที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้ ......................... “Put your hand on a hot stove for a minute, and it seems like an hour. Sit with a pretty girl for an hour, and it seems like a minute. That’s relativity.”………
..............................“ขวัญ.....จะไปยัง เดี๋ยวแดดร้อนนะ”
และกุก็หนีไม่พ้น.........
พวกเราควบจักรยานขึ้นเขาไปตามทางอันคดเคี้ยวและชันโคตร เส้นทางวันนี้ถือว่าสั้นกว่าวันก่อนมากแต่มันกลับเป็นวันที่โหดที่สุด จนทำให้ผมต้องลงมาเข็นอยู่หลายครั้งเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมเจอปัญหานี้ระหว่างการขี่รถทางไกล
“น้อง ๆ ขึ้นป่าวครับ” พี่ตำรวจสุดหล่อตะโกนถามจากรถปิคอัพ “พอดีเค้าให้มาขับตามแข่งวันนี้ ถ้าใครมีปัญหาก็ขึ้นมาได้เลย”
ตะกี้ยังปั่นง่อย ๆ อยู่ แต่ตอนนี้ผมกำลังแซงรถที่เข้าแข่งขันทีละคันด้วยความเร็วหยั่งกะรถปิคอัพ ความสุขมักอยู่ไม่นาน (อีกแล้ว) รถตำรวจจอดลงข้างทาง
“แปลว่ากูต้องลงแล้วสินั่น” ผมบอกตัวเองในใจ
ผมเดินแบบเดี้ยง ๆ ไปนั่งอยู่ใต้ร่มไม้เพื่อรออาชัย แม้ว่าขาจะง่อยเพียงไรแต่ความกล้าหาญ (ด้าน?) ไม่เคยจางหาย ทันทีที่สหายรักมาถึงพวกเราสองคนก็เดินเนียนไปกินอาหารที่จัดเลี้ยงนักแข่งโดยมิได้นัดหมาย แม้จะเป็นอาหารบ้าน ๆ หน้าตาไก่กา แต่หากพิจารณาอย่างบูรณาการแล้วนี่คือเทคโนโลยีชั้นสูงเลยทีเดียว
“Warun denn das?” หนอนบล็อกถามเป็นภาษาเยอรมัน อันสิแปลได้ว่า “ทำไมจักเป็นอิหยัง”?
“โอว ก็เพราะว่ามันคือการเดินทางจากธรรมชาติสู่ธรรมชาติ โดยส่งกระทบเพียงเล็กน้อยต่อธรรมชาติไง”
“Können Sie es noch einmal erklären?” หนอนบล็อกไม่เลิก
“งันข่อยขอแจกแจงโดยพิสดาร (ละเอียด) ให้บัดนี้แล
.
.
.
อาหารมื้อนั้นจัดว่าทำแบบง่าย ๆ แต่มีรสชาติ อีกทั้งการใช้ข้าวเหนียวจกกับข้าวทำให้ไม่ต้องเสียเวลาจัดเตรียมและล้างช้อนส้อมให้เปลืองน้ำ”
“Nur das?”.................Is that it? (หากจะแหลงเป็นภาษาปะกิด)
“เดี๋ยวปั๊ดจับมาทอดกรอบเลย..................
..............ใบตองที่เป็นภาชนะนั้นสามารถหาได้ในท้องถิ่น อยากจะใช้ก็ไปตัดมาแบบไม่ต้องเสียตัง พอใช้เสร็จก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาขยะที่จะทำลายธรรมชาติ เพราะเดี๋ยวหมาจะมากินต่อ เอ้ย......เพราะมันสามารถย่อยสลายคืนสู่ผืนดิน กระบวนการผลิตตั้งแต่ปรุงยันล้าง (มือ) จัดว่าใช้วัสดุสังเคราะห์น้อยถึงน้อยที่สุด ระบบการพึ่งพาตัวเองบนความสมดุลของธรรมชาตินี้เองที่จัดว่าเป็นเทคโนโลยีบ้าน ๆ แบบ High-end เลยทีเดียว”
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ยิ่งถ้ากินฟรีก็ต้องรีบเผ่น
พวกเราเดินหน้าต่อไปโดยมี อ.สันกำแพงเป็นเป้าหมาย เส้นทางแม้ว่าจะชัน ขรุขระ และคดเคียว แต่ก็เป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ และมีน้ำตกให้แวะพักข้างทาง แม้บางช่วงอาจจะมีกลิ่นตุ ๆ สักนิด (หมักเมี่ยง) แต่หากจะจัดอันดับความสวยและความเสียวแล้วสหายปั่นก็ย่อมจะตอบเป็นเสียงเดียวกับผมว่ามันคือเส้นทางช่วงแม่กำปอง
ปั่นเลยน้ำตกมาไม่นานนักและเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่าผ่าเส้นทางยึกยืออีกเล็กน้อย ก็จะเห็นคนแขวนอยู่บนต้นไม้ o_O”………………………. พวกเขาไม่ได้ผูกคอตาย ประท้วงรัฐบาล หรือเป็นมักกะรีผล แต่กำลังโรยตัวไปมาระหว่างต้นไม้ซึ่งเป็นกิจกรรมใหม่ของที่นี่ น่าเสียดายที่แม้ว่าพวกเราผ่านมาในวันปฐมฤกษ์พอดี (เล่นฟรี) แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลาจึงต้องจากไปโดยไม่ได้ขึ้นไปห้อยต่องแต่งอยู่บนนั้น
........"ยืนคอย (ห้วย) อยู่ข้างล่างหรือไง" หนอนบล็อคชิงจังหวะ
กว่าจะถึงน้ำพุร้อนสันกำแพงก็แทบมืด พวกเรากางเต็นท์กันเช่นเคย แต่วันนี้อลังการกว่าวันอื่นเพราะได้ทำเลที่สวยที่สุด บ่อน้ำร้อนที่นี่มีหลายแบบทั้งกลางแจ้ง (ฟรี) ในห้อง (ตักอาบ) อ่างส่วนตัว และสระน้ำร้อน แม้ว่าจะอาบด้วยวิธีไหน แต่ในอารมณ์นี้การได้อาบน้ำร้อนจัดว่าเป็นความสุขอันหาที่เปรียบมิได้ บรรยากาศยามค่ำคืนอันสงัดและวังเวงช่างเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจ จะมีสักกี่คนที่ได้เห็นน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นล้อดวงดาวยามค่ำคืน น่าเสียดายที่แสงไฟที่ฉายให้เห็นความของน้ำพุนั้นกลับบดบังความงามของดวงดาว
การเดินทางของพวกเรากำลังจะสิ้นสุดลงในวันรุ่งขึ้นทันทีที่พวกเราไปถึงตัวเมืองเชียงใหม่ แต่เส้นทางแห่งชีวิตยังคงอยู่เบื้องหน้าเราและรอคอยเราอยู่เสมอ


